วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เครื่องสำรองไฟฟ้า หรือ UPS

หลายๆท่านที่ใช้งานอุปกรณ์ NAS อาจจะพบกับอาการเสียที่เกิดจากตัวเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น Power Supply เสีย, Hard disk เสีย หรือแม้กระทั่ง Port LAN เสีย ซึ่งต้นเหตุของปัญหาอาจเนื่องมาจากไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ค่อนข้างที่จะ Sensitive ยกตัวอย่างเช่น Hard disk ที่กำลังอ่านหรือเขียนข้อมูลอยู่ แล้วไฟตกหรือดับ ทำให้จานหมุนและหัวอ่านที่กำลังทำงานอยู่หยุดกระทันหัน ทำให้เกิดความเสียหายโดยตรงกับ Hard disk ได้ ซึ่งยังไม่รวมถึงความสมบูรณ์ของข้อมูลที่กำลังบันทึกลงไปในระบบที่มีการ Setup RAID ไว้ด้วย
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์เพื่อช่วยป้องกันปัญหาต่างๆอันเนื่องมาจาก ไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก นั่นก็คือ UPS นั่นเอง ซึ่ง UPS ย่อมาจาก Uninterruptible Power Supply หรือ "เครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ" ถ้าแปลตรงตัว หมายถึง แหล่งจ่ายพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งมีหลักการทำงานคือ เมื่อ UPS รับพลังงานไฟฟ้าเข้ามาแล้วจะจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆ และในขณะเดียวกันก็จะสำรองเก็บไว้ในแบตเตอรี่ในตัวเครื่องด้วย โดยเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ในกรณีที่ไฟดับ UPS ก็จะเปลี่ยนไฟฟ้า DC จากแบตเตอรี่ในตัวเครื่อง ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แล้วจึงจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง


ประเภทของ USP แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

1. Offline UPS หรือ Standby UPS

UPS ชนิดนี้ถูกออกแบบให้ป้องกันกรณีเกิดไฟดับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันปัญหาแรงดันไฟฟ้าที่ผันผวนและสัญญาณรบกวนได้ จึงทำให้มีราคาถูกกว่า UPS ชนิดอื่นๆ และมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS สั้น
Offline UPS เหมาะกับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วๆ ไป


2. Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer

UPS ชนิดนี้ถูกพัฒนามาจาก Offline UPS โดยเพิ่มระบบป้องกันแรงดันไฟฟ้าสูงหรือต่ำอัตโนมัติ (Stabilizer) เพื่อป้องกันปัญหาทางไฟฟ้า ซึ่ง Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer จัดได้ว่าเป็น UPS ที่นิยมซึ่งราคาไม่แพงและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS ยาวนานกว่าแบบ Offline UPS
Online Protection UPS เหมาะกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญของข้อมูล หรือ Server ที่จำเป็นต้องสำรองข้อมูลไว้ รวมถึง NAS ที่เราใช้เก็บข้อมูลสำคัญไว้ด้วย เพราะแก้ปัญหาแรงดันไฟฟ้าได้ดีกว่าแบบ Offline UPS


3. True Online UPS

True Online UPS เป็น UPS ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในจำนวน UPS ที่มีใช้งานอยู่ สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็น ไฟดับ, ไฟตก, ไฟเกิน หรือสัญญาณรบกวนใดๆ และให้คุณภาพไฟฟ้าที่ดี ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ UPS ชนิดนี้มีราคาสูงกว่า UPS ชนิดอื่นๆ
Ture Online UPS เหมาะกับการใช้สำรองไฟให้กับคอมพิวเตอร์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญๆ มากๆ เช่น คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Data Server) หรือระบบธุระกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์สื่อสาร รวมถึง NAS ที่ใช้เก็บข้อมูลสำคัญปริมาณมาก เพราะจำเป็นต่อความต้องการคุณภาพของพลังงานไฟฟ้าที่สมบูรณ์


หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกซื้อ UPS ต้องใช้ UPS ขนาดเท่าไหร่ดี?
UPS แต่ละรุ่นจะมีหลักการทำงาน และราคาที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงเลือกตามความเหมาะสมกับระดับการใช้งาน ซึ่งเบื้องต้นจะเป็นการคำนวณขนาดของ UPS ที่จะเลือกใช้
ตัวอย่าง
ให้หาขนาดของ UPS ที่สามารถใช้กับ คอมพิวเตอร์ ขนาด 220V 1.5A, อุปกรณ์ NAS ขนาด 50 Watt และโมเด็ม ขนาด 20 Watt
ค่า VA จะสามารถหาได้โดยคูณค่า Volt และ Amps เข้าด้วยกัน
- VA ของคอมพิวเตอร์ ขนาด 220V 1.5A = 220 x 1.5 = 330 VA
รูปของพลังงานไฟฟ้าในหน่วยวัตต์ (Watt-W) ให้แปลงกลับเป็นค่า VA โดยการคูณค่าวัตต์ด้วย 1.4
- VA ของอุปกรณ์ NAS ขนาด 50 Watt = 50 x 1.4 = 70 VA
- VA ของโมเด็ม ขนาด 20 Watt = 20 x 1.4 = 28 VA
ดังนั้น
VA รวม = 330 + 70 + 28 = 428 VA
สรุป
ขนาดของ UPS ที่สามารถต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย คือ 428 VA ขึ้นไป

การเชื่อมต่อ UPS กับอุปกรณ์ NAS และการตั้งการ Auto Shutdown เมื่อ UPS ไฟใกล้หมด
ลำดับแรกเราต้องตรวจสอบก่อนว่า UPS ที่เราจะเลือกใช้กับ NAS นั้นอยู่ใน Compatible List หรือเปล่า โดยสามารถตรวจสอบได้จาก Website ดังนี้
Synology NAS: https://www.synology.com/en-global/compatibility?search_by=category&category=upses&p=1
QNAP NAS: https://www.qnap.com/en/compatibility/?device_category=ups
หาก UPS ที่เราเลื่อกใช้อยู่ใน Compatible List เราจะสังเกตได้ว่า ด้านหลังของ UPS นั้นจะมี Port ที่ใช้สำหรับส่งข้อมูลรายละเอียดของ UPS ไปยัง NAS ผ่าน Data Port ซึ่งบางรุ่นอาจเป็น USB Port หรือ บางรุ่นอาจเป็น RJ Port ซึ่งมีตัวอย่างดังรูป


สาย Data ที่ใช้ก็จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของ UPS เช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีลักษณะดังรูป คือด้านหนึ่งเป็น RJ50 ใช้สำหรับเสียบ Port ด้านหลังของ UPS อีกด้านหนึ่งจะเป็น USB Port ไว้สำหรับเสียบเข้ากับ USB Port ของเครื่อง NAS


หลังจากเสียบสาย USB Data Port ที่มาจาก UPS แล้ว เราสามารถเข้าไปตั้งค่ารายละเอียดต่างๆของ UPS ได้ดังนี้
กรณีที่เป็น QNAP NAS สามารถเข้าไปตั้งค่ารายละเอียดต่างๆ ได้จาก Control Panel แล้วเลือก External Device หรือสามารถเลือก External Device ได้จากเมนูบาร์ด้านบน


เลือกไปที่ Tab UPS ทางด้านขวามือ จะปรากฏรายละเอียดของ UPS ที่เราใช้งาน โดยจะสถานะ และระยะเวลาในการสำรองไฟ


เราสามารถกำหนดระยะเวลาในการ Shutdown อุปกรณ์ NAS ได้ตามระยะเวลาที่เราต้องการเช่น หากไฟฟ้าดับนานเกินกว่า 15 นาทีให้ทำการ Shutdown NAS แบบอัตโนมัติเพื่อป้องกันความเสียหายเป็นต้น ดังนั้นระยะเวลาที่กำหนดก็จะต้องสอดคล้องกับระยะเวลาของ UPS ที่สามารถสำรองไฟได้ด้วย


กรณีที่เป็น Synology NAS สามารถเข้าไปตั้งค่ารายละเอียดต่างๆ ได้จาก Control Panel แล้วเลือก Hardware & Power


แล้วไปที่ Tab UPS ทางด้านขวามือเพื่อตั้งค่าการ Shutdown ของ Synology NAS ในกรณีที่ไฟฟ้าดับนานจนถึงระยะเวลาที่เรากำหนดไว้


เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆอันเนื่องมาจาก ไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก ให้กับอุปกรณ์ NAS ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และป้องกันความเสียหายของ Hard disk ทาง NAS SHOP ขอแนะนำให้ทุกท่านหา UPS ที่อยู่ใน Compatible List มาใช้ หากไม่แน่ใจ NAS SHOP ยินดีให้คำปรึกษาและจัดหา UPS ให้กับสมาชิกที่สนใจทุกท่านนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การใช้งาน DDNS ของ NAS QNAP และ Synology ดูกล้องวงจรปิด (CCTV) แบบอนาล็อก (Analog)

ในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้องวงจรปิด CCTV (Closed Circuit Television) และกล้อง Action Camera ต่างๆ จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง นิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆภายในบ้าน หรือสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงขณะขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์

แต่มีหลายๆท่านคงประสบกับปัญหาการดู CCTV ผ่านระบบ Network หรือผ่าน Internet อาจเนื่องมาจากปัญหาหลายอย่าง ทั้งตัวอุปกรณ์ของกล้องเอง ที่ใช้เป็นแบบอนาล็อก ไม่ได้เป็น IP Camera และบันทึกผ่านตัว DVR (Digital Video Recorder) และไม่รู้จะ Set ค่ายังไงให้สามารถใช้งานผ่าน Internet ได้ หรืออาจจะใช้กล้อง IP Camera บันทึกผ่าน NVR (Network Video Record) แต่ก็ประสบกับปัญหาการใช้งานผ่าน Internet ซึ่งสาเหตุหลักๆก็คือเรื่องของ Public ID ของ Router ที่บ้าน เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ขึ้นอยู่ให้กับผู้ให้บริการ Internet หรือที่เราเรียกว่า ISP (Internet Service Provider) เช่น True, 3BB หรือ ค่ายอื่นๆ ที่เราใช้บริการ Internet อยู่

เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของ Public IP ที่เปลี่ยนแปลงไป เราจึงใช้ตัวที่เรียกว่า DDNS (Dynamic Domain Name Server) เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว หลักการทำงานของ DDNS อย่างง่ายๆคือ DDNS จะทำการไปเช็คกับ ISP ว่าตอนนี้ Router ที่บ้านเรานั้น มี IP เป็นอะไร เพื่อให้สะดวกต่อการเรียกเข้าใช้งานจากภายนอก ซึ่งเราจะใช้ประโยชน์จากส่วนนี้ เข้ามาดูกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ที่เราได้ทำการติดตั้งไว้ที่บ้าน นั่นเอง

ลำดับแรกเราจะมาดูว่าระบบ CCTV แบบ Analog ที่เราใช้บันทึก Video ผ่าน DVR นั้นมีลักษณะการต่อใช้งานเป็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีวิธีต่อใช้งานดังรูป ในกรณีที่เราต้องการดูกล้องวงจรปิดจากภายนอก หรือ จากมือถือ ผ่านเข้ามาที่บ้าน เราก็ต้องมี NAS ต่อกับ Router ด้วยดังรูป หากท่านยังไม่มีเครื่อง NAS สามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ http://www.nasshops.net ขออนุญาตขายของนิดนึงนะครับ ^^

ลำดับต่อมา เข้าไปตั้งค่าของ Network หรือ IP ที่ต้องการผ่านเครื่อง DVR ที่ใช้อยู่นะครับ โดยเลือกไปที่ Setup ซึ่งรายละเอียดของกล้อง หรือ DVR แต่ละยี่ห้ออาจจะไม่เหมือนกันนะครับ

ไปที่ การตั้งค่าเครือข่าย แล้วกำหนดหมายเลย IP Address, Gateway, Sub Net Mask และ Port ของกล้องที่ต้องการใช้งาน ซึ่ง Port สามารถใช้ค่า Default ได้ แต่ทั้งนี้เราต้องแน่ใจว่าไม่ตรงกับอุปกรณ์อื่นๆที่ใช้นะครับ

โดยปกติแล้ว DVR จะมีส่วนของ DDNS มาให้ด้วยนะครับ แต่ทั้งนี้ DDNS ของกล้องอาจจะใช้งานที่ค่อนข้างยาก และอาจจะต้องค่าบริการด้วยนะครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการใช้งาน DDNS ผ่าน NAS ง่ายและมีความเสถียรกว่าเยอะครับ

ในกรณีที่เราตั้งค่า Network ของกล้องเรียบร้อยแล้ว เราสามารถ Install Program ของกล้องที่ใช้อยู่บน Notebook หรือ Computer ที่บ้านได้ครับ โดยทำการ Connect ผ่าน IP ที่เรากำหนด

ทั้งนี้เราก็จะสามารถมองเห็นและแก้ไขเกี่ยวกับ Network หรือการตั้งค่าอื่นๆ ผ่าน Program ได้เลย

หลังจากที่เราตั้งค่า Network DVR ของกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้วนะครับ ลำดับต่อไปเราจะเข้ามาทำการ Forward Port ของกล้องบน Router ที่เราใช้อยู่ครับ โดยปกติจะเป็น 192.168.1.1 แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า Router ของแต่ละบ้านครับ ทั้งนี้ผมใช้ Internet ของ 3BB อยู่เลยมีหน้าจอดังรูป โดยคลิกเลือกไปที่เมนู Forward Rules

ทำการตั้งชื่อ Mapping Name ของตัวกล้อง หลังจากนั้นกำหนด Internal Host หรือ IP ของ DVR และหมายเลข Port ที่เรากำหนดไว้ในขั้นตอนก่อนหน้า

หมายเหตุ: การใช้งาน DDNS ผ่าน NAS นั้นจำเป็นที่จะต้องกำหนดหรือตั้งค่าอุปกรณ์ NAS ด้วย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
NAS Synology
การ Config IP Address, DNS และ Default Gateway
การ Config DDNS
NAS QNAP
การ Config IP Address, DNS และ Default Gateway
การ Config MyQNAPcloud

การดูกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ผ่านมือถือ หรือ Smart Device
ลำดับแรกให้ทำการโหลดและติดตั้ง Application ของกล้องวงจรปิดยี่ห้อที่ใช้งานผ่าน Mobile Application ก่อนนะครับ แล้วทำการ กำหนด IP Address เป็น DDNS ของ NAS ที่เราได้กำหนดไว้ เช่น xxxxx.myqnapcloud.com หรือ xxxxx.synology.me แล้วตามด้วย Port, Username และ Password ของตัวกล้องครับ
จากตัวอย่างจะเป็น Application ชื่อ EagleEyes ของกล้อง AVTech นะครับ หลังจากป้อนรายละเอียดครบแล้วสามารถกด Get Type เพื่อดูว่ากล้องวงจรปิดที่ใช้เป็นแบบไหน หรือเพื่อใช้ในการทดสอบ Connection ครับ
 

หลังจากตั้งค่า Connection เรียบร้อยแล้วเราก็จะสามารถใช้งานหรือดูกล้อง CCTV แบบ Analog ที่เก็บข้อมูลลงบน DVR ผ่าน Internet ได้แล้ว เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน สามารถดูได้ทุกที่ และทุกเวลาครับ
 

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

การ Access เครื่อง NAS ด้วย Windows Explorer และการ Map Drive

มีหลายๆคนที่อาจจะยังสงสัย และไม่เข้าใจว่าจะสามารถใช้เครื่อง Notebook หรือเครื่อง PC ทำการ Connect เพื่อใช้เก็บข้อมูล, ไฟล์งาน, รูปภาพ หรือ Multimedia ต่างๆ ไว้ใน NAS ที่บ้าน หรือที่องค์กรได้อย่างไร  วันนี้เราจะมาพูดถึงขั้นตอน และวิธีการ Connect เครื่อง NAS โดยใช้ Notebook หรือ PC ที่เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) Windows นะครับ หากเป็น MAC Book หรือ Linux ขั้นตอนและ Menu อาจแตกต่างออกไป แต่จะใช้ Concept เดียวกัน

ลักษณะการต่อใช้งานพื้นฐานภายในบ้านเราจะต่อ NAS เข้ากับด้านหลัง Router หรือ Switch ผ่านสาย LAN ภายในองค์กรหรือบริษัทอาจมีอุปกรณ์พวก Firewall ต่อเพิ่มเข้ามาด้วย และอุปกรณ์ Notebook หรือ PC ที่จะ Connect เข้ามาใช้งาน NAS สามารถ Connect เข้ามาใช้งานผ่าน Wi-Fi หรือสาย LAN ก็ได้ดังรูป


ลำดับแรก ต้องรู้ก่อน IP ของ NAS คืออะไร?
ลำดับแรกที่สำคัญที่สุดใน Connect ไปยังเครื่อง NAS ที่ต้องการ เราต้องรู้ว่า IP ของ NAS ที่ต้องการ Connect นั้น IP อะไร? หากไม่ทราบเราสามารถใช้ Software ของ NAS นั้นๆค้นหา IP ได้ดังรูป

QNAP Qfider: ใช้ค้นหาและจัดการ QNAP NAS


Synology Assistant: ใช้ค้นหาและจัดการ Synology NAS


โดยปกตินั้นจะเราจะทำการ Fix IP เพื่อไม่ให้ IP ของ NAS เปลี่ยนไปเมื่อเราทำการปิด-เปิด Router ใหม่
QNAP Qfider และ Synology Assistant สามารถ Download ได้ตาม link ดังต่อไปนี้
http://nasknowledge.blogspot.com/p/download_24.html

การค้นหาและใช้งาน NAS ผ่าน Network ของ Windows Explorer

เราสามารถค้นหา NAS ผ่าน Network ของ Windows Explorer ได้ โดยการการเปิด Windows Explorer ขึ้นมาแล้วไปเลือกที่ Network ก็จะปรากฏชื่อของ NAS ที่มองเห็นในระบบ Network ซึ่ง Notebook หรือ PC บางเครื่องอาจมองไม่เห็น NAS ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับการ Configuration Windows Firewall


จากรูปเราจะสังเกตเห็นได้ว่าชื่อของ NAS ที่ Network จะแสดงผลตรงกับ Software ที่ได้ให้รายละเอียดไว้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละยี่ห้อกันก็ตาม ซึ่งเราสามารถ Click ที่ NAS เพื่อทำการ Access เข้าไปใช้งานได้

เลือก Access Share Folder ที่ต้องการใช้งาน
เราสามารถ Double Click Folder เพื่อเข้าไปใช้งาน Folder บน NAS ได้เสมือนใช้งาน Folder บน Windows ปกติ แต่ลำดับแรกจะต้องทำการป้อน Username และ Password เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าใช้งาน Folder นั้นๆก่อน ซึ่งเราจะใช้งานได้เฉพาะ Folder ที่มีสิทธิ์การเข้าถึงเท่านั้น โดยจะต้องกำหนดไว้ตั้งแต่ตอนที่สร้าง Share Folder บน NAS

การสร้าง Share Folder
Synology NAS: http://nasknowledge.blogspot.com/2015/06/create-share-folder.html
QNAP NAS: http://nasknowledge.blogspot.com/2015/09/create-share-folder-sub-folder-sub.html

เมื่อ Access เข้า Folder มาแล้ว จะสังเกตว่า Address Bar ด้านบนจะแสดง Folder บนเครื่อง NAS ที่เรา Access เข้ามาใช้งาน ซึ่งขณะนี้เราสามารถ Copy, Paste File ต่างๆเข้ามาเก็บไว้บน NAS ได้เลย


การ Access เข้า Folder ผ่าน IP Address


เมื่อเรา Double Click Folder เพื่อเข้าไปใช้งาน Folder จะต้องทำการป้อน Username และ Password ก่อนเช่นกัน


สร้าง Shortcut Folder บน NAS ด้วยการ Map Drive
ในกรณีที่เราใช้งานบาง Folder บน NAS บ่อยๆ การที่จะต้องนั่งพิมพ์ IP Address เพื่อเข้าใช้งานผ่าน Network ทุกๆครั้งนั้นก็ไม่สะดวกมากนัก เพราะต้องคอยมานั่งพิมพ์ IP Address และ Username ทุกครั้ง (หากไม่ได้ให้เครื่อง Notebook หรือ PC จดจำ Password ให้) เพื่อแก้ปัญหานี้และเพื่อความสะดวกต่อการใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows จึงมี Function หนึ่งขึ้นมา ซึ่งเรียกว่าการ Map Drive หรือ Map Network Drive นั่งเอง ซึ่งมีวิธีในการ Map Drive ดังนี้

1. Click ขวาที่ Computer แล้วเลือก Map network drive…


2. กดปุ่ม Browse เพื่อค้นหา Folder บน NAS ที่เราต้องการ Map หรือทำ Shortcut (ในส่วนนี้สามารถพิมพ์ IP Address และตามด้วย Folder ที่ต้องการได้)

หลังจากนั้นทำการเลือกชื่อของ Drive ที่ต้องการ Map แล้ว Click Finish


หรือหากจำชื่อ Folder ไม่ได้ก็สามารถ Click ขวา บนชื่อ Folder หลักแล้วเลือก Map network drive… ก็ได้เช่นเดียวกัน


3. ภายใต้ Computer จะปรากฏ Drive ใหม่ที่เราเพิ่งทำการ Map ขึ้นมา พร้อมใช้งานได้ทันที ในกรณีที่ชื่อของ Map Drive นั้นยาวมาก เราสามารถ Click ขวาเพื่อแก้ไขชื่อได้


จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นขั้นตอนและวิธีการ Access เครื่อง NAS ด้วย Windows Explorer และการ Map Drive ทั้งนี้วิธีการ Access เพื่อเข้าใช้งาน NAS อาจทำได้ด้วยวิธีอื่นๆอีก เช่น Access ผ่าน Application File บน Smart Device หรือ Access ผ่าน Cloud Drive

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวแกะกล่องและการใช้งาน XCubeNAS XN5004R


กราบสวัสดีสมาชิกสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านนะครับ วันนี้ NASSHOP ขอแนะนำ NAS ตัวใหม่ ยี่ห้อ QSAN (คิว-แซน) ที่ NASSHOP จะนำมาทำการตลาดในบ้านเรานะครับ หากพูดถึง QSAN แล้วหลายๆคนอาจยังไม่ค่อยคุ้นหูกับยี่ห้อนี้เท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว QSAN ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 14 ปีแล้วนะครับ ที่ไม่ค่อยคุ้นหูอาจเนื่องจากที่ผ่านมา QSAN จับตลาดที่เป็น Enterprise Class ในกลุ่มของ SAN Storage เป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบัน QSAN ได้หันมาจับกลุ่มตลาดที่เป็น Home Office และ SMB เพิ่มด้วยอีกกลุ่มหนึ่งครับ หากจะพูดถึงเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพแล้วละก็ไว้วางใจได้เลย การันตีจากรางวัลที่ได้รับมากมาย

ในกลุ่ม Product ของ QSAN แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆคือ XCubeSAN, XCubeDAS และ XCubeNAS ซึ่งเราจะ Focus ไปที่ XCubeNAS เป็นหลักนะครับลองดู Video แนะนำตัวของ QSAN ที่เป็น XCubeNAS ได้ดังนี้ครับ


รีวิวแกะกล่องและการใช้งาน XCubeNAS XN5004R
NAS ตัวแรกจาก QSAN ที่จะมาทำการแกะกล่องรีวิว และทดลองใช้งานได้แก่ XCubeNAS XN5004R ซึ่งผมจะทำการรีวิวและทดสอบ ตามหัวข้อต่างๆดังนี้นะครับ
1. Hardware
2. การค้นหาอุปกร์บนเครือข่ายและการ Install Firmware
3. Welcome to XCubeNAS QSM
4. Control panel แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน Config ง่าย
5. Storage Pool แสนฉลาด
6. Application อื่นๆเพิ่มเติม
7. Option พิเศษที่มีเฉพาะ QSAN QSM
8. สรุป

1. Hardware
XCubeNAS XN5004R จะเป็น Rack Mount ขนาด 1U มีขนาด 4+2 Bays คือรองรับ HDD ขนาด 3.5” LFF x4 และ 2.5’’ SFF x2 นะครับ ซึ่ง HDD ขนาด 2.5” นั้น ถูกออกแบบมาให้ใช้งานเป็น SSD Cache เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ XCubeNAS XN5004R และไม่สูญเสีย Bay หลักในการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถใช้งาน Drive Bay 2.5” ในการ Set RAID แบบปกติ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งานของตัวเครื่องได้เช่นกันครับ

Hardware Spec ของ XCubeNAS XN5004R มีรายละเอียดดังนี้
CPU: Intel® Celeron® 2.9 GHz Dual-Core Processor
RAM: 8GB DDR4 U-DIMM, up to 64GB
USB: USB 3.0 x4 (Rear), USB 2.0 x1 (Front)
Flash: 8GB USB DOM
HDMI: ​1
Tray Type: 3.5'' HDD tray with lock x4, 2.5'' SSD tray x2
Max. Raw Capacity: 44TB:10TB x4 + 2TB x2
Hard Drive Interface: SATA 6Gb/s (backward compatible with SATA 3Gb/s)
Expansion Slot: PCIe Gen3x8 for 40 GbE / 10 GbE ​/ SAS / Thunderbolt 3.0 adapter cards.
Ethernet Ports: 1 GbE LAN (RJ45) x4
Dimension (H x W x D): 19'' Rackmount:44 x 438 x 510 mm
Power Supply: Dual Power Supply

เริ่มแกะกล่องกันเลย!!! เราก็จะพบกับ QSAN ของเรานอนอยู่ในกล่องซึ่งมีโฟมกันกระแทกคอยหุ้มอยู่รอบๆ และกล่องเก็บสายไฟและคู่มือต่างๆนะครับ

ภายในกล่องเล็กก็จะประกอบไปด้วยคู่มือ สายไฟ และน๊อตสำหรับยึด Hard Disk นะครับ

ตัวเครื่องของ QSAN รุ่น XN5004R จะออกแบบมาให้ Drive Bay ของ SSD วางอยู่ตรงกลางด้านหน้าของตัวเครื่อง และจุดที่ใช้สำหรับการ Slide เพื่อ Lock และปลด Lock Drive Bay ต่างๆจะออกแบบมาให้เป็นสีเขียวอ่อนนะครับ

ยี่ห้อ และ รุ่น จะพิมพ์อยู่ด้านหน้าซ้าย ของตัวเครื่อง

SSD Drive Bay จะวางตำแหน่งอยู่ตรงกลาง หากเราต้องการถอดออกมา เราเพียงบีบตัว Lock สีเขียวแล้วดึงออกมาตรงๆได้เลย

ด้านขวาของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย Switch Power On, USB 2.0 และ ไฟแสดง Status ต่างๆ

มาดู Port ต่างๆทางด้านหลังของตัวเครื่องกันต่อเลย จะประกอบไปด้วย USB 3.0 จำนวน 4 Pot, 1 GbE LAN (RJ45) จำนวน 4 Port และ ปุ่มสำหรับใช้ในการ Reset, MUTE และ Unit Identification (UID)

ส่วนทางด้านขวาก็จะมี Port HDMI และ Expansion Slot สำหรับไว้ต่อกับ Adapter cards ต่างๆ

Hard disk ที่ใช้สำหรับการทดสอบครั้งนี้จะเป็นของ Toshiba และ SSD จาก Intel นะครับ

หลังจากที่ประกอบ Hard disk เข้าเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาเริ่มการทดสอบกันเลย Power On…


2. การค้นหาอุปกร์บนเครือข่ายและการ Install Firmware
ก่อนอื่นเราต้องทำการ Download และติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ในการค้นหาและจัดการ QSAN ในเครือข่ายก่อนคือ QFinder ซึ่งสามารถ Download มาติดตั้งได้ที่ https://www.qsan.com/en/software.php?no=21A6B1C8
และการ Install Firmware ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการ Double Click บน IP ที่ต้องการ

และทำตาม Wizard ที่ปรากฏขึ้นมา

เพียง 4-5 ขั้นตอน QSAN เราก็พร้อมที่จะใช้งานแล้วครับ สำหรับมือใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายๆเลย แต่ในเบื้องต้น เราต้องรู้ก่อนว่า Hard disk ที่เราต้องการใช้งานในระบบ เราต้องการ Setup เป็น RAID อะไรและต้องแบ่งพื้นที่การใช้งานแบบไหนบ้าง เท่านั้นเอง


3. Welcome to XCubeNAS QSM
หน้าจอแรกหลังจากที่เราได้ทำการ Login เข้ามาในส่วนของ QSM (QSAN Storage Manager) ก็จะเจอ Welcome to QSM ซึ่งจะเป็น Wizard ที่ช่วยในการสร้าง QSAN ID

ซึ่งการสร้าง QSAN ID จะเป็นการ Register เพื่อใช้บริการ Services ต่างๆจากทาง QSAN นะครับ ในส่วนนี้ผมขออนุญาตข้ามไปก่อน แต่หากท่านซื้อมาใช้งานที่ออฟฟิศแล้วแนะนำให้ Register ไว้ครับ

เมื่อปิด Wizard การสร้าง QSAN ID ลงไปก็จะเจอกับ หน้า Home ของ QSM ที่บอกได้ว่า เรียบง่ายมากๆ มีเฉพาะ Shortcut ที่จำเป็นๆ และใช้งานบ่อยๆเท่านั้น เช่น File Manager, Backup, Monitor และ Cloud Sync แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำการเพิ่ม Shortcut อื่นๆบนหน้า Home ได้ ส่วนด้านล่างสุดของจอจะมี Menu หรือ Shortcut ซ่อนอยู่ 3 อันคือ Control panel, App และ Recycle Bin

Design และ Interface ต่างๆของ DSM เรียกได้ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับ Application ในตระกูล Mac มากกว่า Windows เนื่องจาก Menu bar และ Control ต่างๆจะอยู่มุมบนซ้ายของ Application สำหรับคนที่คุ้นเคยกับ Interface ของ Windows อาจปรับตัวนิดหน่อยนะครับ

หากหา Menu สำหรับ Restart และ Shutdown ก็จะอยู่มุมบนซ้ายดังรูปนะคร้าบบบ


4. Control panel แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน Config ง่าย
การ Config ค่าสำคัญต่างๆบน Control Panel ไม่ว่าจะเป็น Network, User Privilege, Storage และ File Sharing ก็สามารถค้นหาและ Config ได้ง่ายๆ ในแต่ละหมวดหมู่ ซึ่ง QSM ได้แบ่งไว้เป็น 4 หมวดคือ System, Storage, File Sharing และ Network Service

และเรื่อง Notification หรือ Log ต่างๆ ก็สามารถ Track ได้ง่ายๆโดยแยกออกเป็น 3 ประเภทคือ System Log, Connection Log และ Application Log


5. Storage Pool แสนฉลาด
ข้อดีในการสร้าง Storage Pool ของ QSM ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจคือ ให้เลือกลักษณะของข้อมูลที่จะเก็บใน Pool นั้นๆเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด เช่น Pool สำหรับเก็บ File ต่างๆทั่วไป, Media Streaming และ Database Pool

นอกจากนั้นยังสามารถทำ Auto Tiering เพื่อจัดเรียงลักษณะการเก็บและการเข้าถึงข้อมูล เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดย Auto Tiering จะทำการแบ่งแยกข้อมูลว่า ข้อมูลส่วนไหนมีการเข้าถึงหรือใช้งานบ่อยที่สุดก็จะเก็บที่ SSD ข้อมูลที่มีการใช้งานปกติก็เก็บที่ SATA และสำหรับข้อมูลที่นานๆจะใช้งานทีก็เก็บที่ PCIE-SSD เป็นต้น


6. Application อื่นๆเพิ่มเติม
Application อื่นๆที่มีมาให้ใน QSM จะมีเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆและจะออกไปในแนวใช้งานในองค์กรเป็นหลัก เช่น Backup, Cloud Sync, Hypervisor Manager, VPN, Antivirus, SQL Server และ Web Server ซึ่งหากเทียบกับแบรนด์อื่นแล้วในส่วนนี้อาจเป็นรองพอสมควร เพราะไม่มี Software ที่เกี่ยวกับ Surveillance Station และ Software 3rd party ต่างๆ


7. Option พิเศษที่มีเฉพาะ QSAN QSM
จากการทดลองใช้งานพบว่ามี 2 Option ที่น่าสนใจ, มีประโยชน์ และแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือ
- WORM เป็น Option ใน Share Folder ที่สามารถกำหนด Property ของ Folder ว่า ไม่อนุญาตให้ แก้ไข ลบ หรือทำการใดๆเกี่ยวกับ File ใน Folder นี้เลยนอกจาก Ready Only ในระยะเวลาที่กำหนด หรือ ตลอดไป อาจใช้กับ File ที่สำคัญและไม่มีการแก้ไขใดๆเลย หรือ เพื่อป้องกันการโจมตี File ที่สำคัญๆจาก Virus และ Ransomware

เมื่อทำการทดสอบแก้ไข หรือลบ File จะไม่สามารถทำได้

- Tags ถือว่าเป็น Option ที่อำนวยความสะดวกในการ เข้าถึงกลุ่มของ Folder หรือ File ต่างๆ โดยเราสามารถทำการ Assign Tags สีต่างๆเพื่อจัดกลุ่มการเข้าถึง Folder ได้

เมื่อเราทำการ Click Tags สีต่างๆที่ได้ทำการ Assign ไว้แล้ว กลุ่มของ Folder หรือ File ที่เราทำการติด Tags จะปรากฏขึ้นมาทางด้านขวามือเลย ถือว่า Tags เปรียบเสมือน Shortcut ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ ลดระยะเวลาการค้นหา Folder ที่เราเก็บไว้ในที่ต่างๆได้เป็นอย่างดี


8. สรุป
หลังจากที่ได้ทดสอบการใช้งานแล้วผมถือว่า XCubeNAS XN5004R น่าสนใจที่จะนำมาใช้งานภายในองค์กรมากเลยทีเดียว ในเรื่องของ File Sharing หรือ Data Center ขององค์กร และสามารถสรุปเป็นข้อดี-ข้อเสียได้ดังนี้นะครับ
ข้อดี
1. QSAN จับตลาดในส่วนที่เป็น Enterprise Class ในกลุ่มของ SAN Storage เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อหันมาจับตลาด NAS เทคโนโลยีที่มีใน SAN ย่อมถูกถ่ายทอดมายัง NAS เป็นธรรมดา ดังนั้นจึงสบายใจได้ในเรื่องของคุณภาพและเทคโนโลยี
2. Drive bay ของ XCubeNAS XN5004R ถูกออกแบบมาให้เป็น 4+2 ดังนั้นในการใช้งานจึงไม่ได้เสีย Bay หลักไป หากต้องใช้ SSD Cache
3. Storage Pool สามารถกำหนดประเภทข้อมูลที่ต้องการเก็บได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องประสิทธิภาพและเวลาในการทำงาน
4. User Privilege สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง Sub-Folder ได้
5. ใช้งานง่าย และมี Option เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เช่น WORM และ Tags
ข้อเสีย
1. มี Application จำกัด ไม่สามารถ Download หรือ Install เพิ่มเติมได้ในปัจจุบัน (Feb-2018)
2. ไม่มี Application ที่จัดการพวก Surveillance Station หรือ กล้อง IP Camera ต่างๆ
3. เหมาะสำหรับการใช้งานภายในองค์กรมากกว่าการใช้งานเป็น Home Use ทั่วไป
4. Option WORM หากระบุ Option เป็น Forever จะไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้เลย หากต้องการแก้ไขควรที่จะระบุเป็น Retention Date แทน