วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การ Add Disk

ในบางครั้งความต้องการใช้งานพื้นที่ ในการจัดเก็บข้อมูลภายในองค์กร หรือการใช้งานส่วนตัวนั้น อาจยังไม่สามารถกำหนดพื้นที่ ที่ต้องการใช้งานให้ครอบคลุมถึงในอนาคตทั้งหมดได้ หรือ อาจมีแพลนในการใช้งานพื้นที่ทั้งหมดแล้ว แต่มีข้อจำกัดจากงบประมาณที่ได้รับอนุมัติให้จัดซื้อ ทำให้ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ตามพื้นที่ ที่ต้องการใช้งานได้ทั้งหมดในครั้งเดียว

จากตัวอย่างข้อกำหนดที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้การเลือกซื้อ NAS นั้นสามารถเลือกเป็น Solution ของตัวเครื่อง NAS ที่สามารถรองรับ Hard disk ได้จำนวนหลายๆ ลูก หรือ หลายๆ Drive Bay และซื้อ Hard Disk ใส่ในตัวเครื่องตามความต้องการใช้งาน หรือตามงบประมาณก่อน ในครั้งแรก

จากนั้นเมื่อมีต้องการใช้งานพื้นที่เพิ่ม หรือเมื่อได้งบประมาณในการจัดซื้อใหม่แล้วในอนาคต ก็สามารถเพิ่ม Hard disk เข้าไปในช่อง Hard disk หรือ Drive Bay ที่ว่างอยู่ได้เลย (การเพิ่ม Hard disk ให้อยู่ใน RAID Group เดียวกันกับของเดิม ขนาด Hard disk ลูกใหม่ที่ใส่เพิ่มเข้าไปต้องมีขนาดเท่ากับลูกเดิมที่ใช้อยู่ในเครื่องด้วย) ซึ่งขั้นตอนการเพิ่ม Hard Disk เข้าไปใน Storage Pool อาจเป็นการ Migrate RAID (การ Migrate RAID หรือ Online Upgrade RAID) หรือ Add Disk เพิ่มใน RAID เดิมได้ดังนี้

1. เพื่อความปลอดภัย ให้ทำการ Backup Data และ Configuration เอาไว้ก่อนหากสามารถทำได้ เพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ (การ Backup และ Restore System Setting)
2. เลือกที่ Menu Storage/Snapshots ทางด้านซ้ายมือ
3. คลิกเลือก Storage Pool ที่ต้องการเพิ่ม Hard disk
4. คลิกปุ่ม Manage ทางด้านขวามือ ซึ่งขั้นตอนนี้จะปรากฏหน้าต่าง Storage Pool Management ขึ้นมา
5. Dropdown Menu เลือก Add Disk


6. Checkbox เลือก Hard Disk ที่ต้องการจะเพิ่มเข้ามาใน Storage Pool แล้วคลิก Apply


7. จะมี Information ปรากฏขึ้นมาเพื่อบอกว่า “ข้อมูลภายใน Disk ที่เลือกจะถูกลบทั้งหมด คุณแน่ใจว่าจะดำเนินการต่อใช่หรือไม่” ให้คลิก OK


8. รอจนกระทั่งการ Migrate จะเสร็จสมบูรณ์ (Status จะเปลี่ยนเป็น Ready) ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับ Spec ของตัวเครื่อง และ ขนาดของ Hard disk ที่ใช้งานภายใน NAS


9. หลังจากที่ Migrate เสร็จสมบูรณ์แล้ว (Status จะเปลี่ยนเป็น Ready) ให้ทำการ Resize Volume เพื่อเพิ่มขนาดพื้นที่ของ Hard Disk ใหม่เข้าไปใน Volume เดิมตามหัวข้อ การ Resize Volume หรือจะสร้างเป็น Volume ใหม่ก็ได้เช่นกัน (การ Create Volume)


การ Resize Volume

การ Resize Volume หรือ การปรับเปลี่ยนขนาดของ Volume ที่ใช้งาน ตามตัวอย่างนี้จะยกตัวอย่าง การ Resize Volume แบบขยายพื้นที่การใช้งาน หลังจากที่ได้มีการเพิ่ม Hard disk ใหม่เข้ามาในระบบหรือใน RAID Group
1. เพื่อความปลอดภัย ให้ทำการ Backup Data และ Configuration เอาไว้ก่อนหากสามารถทำได้ เพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ (การ Backup และ Restore System Setting)
2. เลือกที่ Menu Storage/Snapshots ทางด้านซ้ายมือ
3. คลิกเลือก Data Volume ที่อยู่ภายใต้หัวข้อ Storage Pool
4. คลิกปุ่ม Manage ทางด้านขวามือ ซึ่งขั้นตอนนี้จะปรากฏหน้าต่าง DataVol1 Management ขึ้นมา
5. คลิกปุ่ม Resize Volume ตามรูป


6. จะปรากฏ Resize Volume Wizard ขึ้นมา โดยเราสามารถกำหนดขนาดของ Volume ที่ต้องการได้ ในช่อง New Capacity และสามารถเลือกหน่วยของขนาดที่เราจะกำหนดว่าเป็น GB หรือ TB

นอกจากนั้นจะมี Information บอกให้เราทราบว่า Minimum และ Maximum ของ Capacity ที่สามารถกำหนดได้ในระบบคือเท่าไหร่


7. ป้อนตัวเลขที่ต้องการลงไปในช่อง New Capacity แล้วคลิก Apply


8. หลังจากนั้นจะมี Information ปรากฏขึ้นมาให้เราทราบว่าขณะที่ทำการ Resize Volume นั้นไม่สามารถที่จะใช้งานหรือจัดการใดๆเกี่ยวกับ Volume ได้ หากต้องการดำเนินการต่อให้คลิก OK


9. ตรวจสอบสถานะของ Volume ที่เราได้ทำการ Resize ว่ามีความคืบหน้ากี่ % ให้รอจนกระทั่งการ Resize หรือ Expand Volume จะเสร็จสมบูรณ์ (Status จะเปลี่ยนเป็น Ready) ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับ Spec ของตัวเครื่อง, ขนาดของข้อมูล และ ขนาดของ Hard disk ที่ใช้งานภายใน NAS


10. ในระหว่างการ Resize Volume เมื่อเราเปิด Program File Station จะมองไม่เห็น Volume หรือข้อมูลต่างๆที่เราใช้งาน เนื่องจากจะเป็นการ Resize Volume ในเชิง Storage Pool Physical Capacity ต้องให้รอจนกระทั่งการ Resize Volume เสร็จสมบูรณ์ จึงจะสามารถใช้งานได้เป็นปกติ

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การ Migrate RAID หรือ Online Upgrade RAID

Migrate RAID หรือ Online Upgrade RAID เป็นการเปลี่ยนประเภทของ RAID Type เดิมไปเป็น RAID Type ใหม่ เนื่องมาจากการเพิ่ม Hard disk เข้าไปใน Storage Pool เพื่อต้องการขยายพื้นที่ในการใช้งานของ Volume

ในกรณีนี้จะยกตัวอย่างเฉพาะการ Migrate RAID จาก RAID 1 ไปเป็น RAID 5 เท่านั้น ซึ่งการเปลี่ยน RAID Type ประเภทอื่นๆก็สามารถทำได้ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. เลือกที่ Menu Storage/Snapshots ทางด้านซ้ายมือ
2. เลือก RAID Group ที่ต้องการ Migrate
3. คลิก Manage --> Migrate

4. Checkbox เลือก Hard disk ใหม่ ที่ต้องการเพิ่มเข้ามาใน RAID Group โดยสังเกตว่า RAID Type ด้านล่างซ้ายจะเปลี่ยนจาก RAID 1 เป็น RAID 5 โดยอัตโนมัติ
หากต้องการเปลี่ยนเป็น RAID Type อื่น ก็สามารถ Dropdown เลือก RAID Type ที่ต้องการได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวน Hard disk ที่ Checkbox เลือกด้วย

5. จะมี Information ปรากฏขึ้นมาเพื่อบอกว่า “ข้อมูลภายใน Disk ที่เลือกจะถูกลบทั้งหมด คุณแน่ใจว่าจะดำเนินการต่อใช่หรือไม่” ให้คลิก OK

6. ระบบจะทำการ Migrate จาก RAID 1 ไปเป็น RAID 5 ในขั้นตอนนี้ให้รอจนกว่าการ Migrate จะเสร็จสมบูรณ์ (Status จะเปลี่ยนเป็น Ready) ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับ Spec ของตัวเครื่อง, ขนาดของข้อมูล และ ขนาดของ Hard disk ที่ใช้งานภายใน NAS

การ Set RAID Group Recovery หรือ Rebuild RAID

การ Set RAID Group Recovery หรือ Rebuild RAID จะทำในกรณีที่มี Hard disk ลูกใดลูกหนึ่งหลุดออกจาก RAID Group ที่ใช้งานปกติ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดมาจาก Hard disk ใน RAID Group นั้นเสียแล้วทำการเปลี่ยนลูกใหม่เข้าไป หรืออาจเกิดจากการ Disconnect โดยเผลอดึง Hard disk ลูกใดลูกออกจาก Drive bay ขณะที่ยังไม่ได้ปิดเครื่อง ซึ่งทำให้เกิด Degraded ขึ้นภายในระบบ โดย System logs จะแสดงผลดังนี้

การที่มี Degraded เกิดขึ้น File ต่างๆในเครื่อง NAS ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้สูญเสียข้อมูลแต่อย่างใด

ทั้งนี้หากมีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขข้อมูลภายใน File ก็ยังคงสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วน คือ
1. ทำการสำรองข้อมูลทั้งหมด
2. ต้องรีบเปลี่ยน Hard disk ลูกใหม่ใส่เข้าไปในระบบ และ Recover RAID กลับมาให้ใช้งานเป็นปกติให้เร็วที่สุด

เนื่องจาก เราไม่สามารถทราบได้เลยว่า Hard disk ลูกอื่นๆที่อยู่ใน RAID Group เดียวกันจะเสียเพิ่มหรือไม่ หากเคราะห์ร้ายมี Hard disk ลูกอื่นเสียเพิ่มเกินกว่าที่ RAID Group รองรับได้ ก็มีโอกาสที่จะทำให้สูญเสียข้อมูลทั้งหมดได้

ในการใช้งานจริง เราจำเป็นที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบสถานะการทำงานของ Storage และ Hard disk ใน RAID Group อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าสถานะทุกอย่างยังคงทำงานเป็นปกติ ไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น หรือ หากมีปัญหาเกิดขึ้น จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

ขั้นตอนการ Set RAID Group Recovery หรือ Rebuild RAID สามารถทำได้ดังนี้
1. เปิดโปรแกรม Storage & Snapshots ขึ้นมาแล้วเลือก Storage/Snapshots ที่ Menu ทางซ้ายมือ จะสังเกตว่า Storage Pool จะมีสถานะเป็น Warning (Degraded) อยู่
2. คลิกเลือกที่ DataVol1 ที่อยู่ภายใต้ Storage Pool
3. คลิก Manage --> RAID Group Recovery (Rebuild)

4. ทำตาม Wizard ที่แนะนำขึ้นมาโดยคลิกเลือกที่ Go To

5. ระบบจะทำการ Rebuild RAID ใหม่ ซึ่งเราสามารถที่จะตรวจสอบสถานะการ Rebuild RAID และ Priority ที่ใช้ในการ Rebuild ได้ซึ่งโดยปกติ Default จะเป็น Medium speed

6. เราสามารถเปลี่ยน Priority Speed ของการ Rebuild RAID ได้จาก Dropdown Priority ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น หากมี User ที่ยังคงเข้ามาใช้งาน NAS เครื่องนี้อยู่ก็ให้ Set เป็น Default หรือ หากไม่มีคนใช้งานงานและอยากให้ Rebuild RAID เป็น Priority หลัก ก็สามารถเปลี่ยนจาก Default เป็น Resync First (High Speed) ได้

7. ในการจัดการเกี่ยวกับ Storage Pool เราไม่สามารถจัดการอย่างอื่นได้ในเวลาเดียวกัน เช่น Add Disk, Migrate หรือ อื่นๆ จนกว่าการ Rebuild RAID จะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับ Spec ของตัวเครื่อง, ขนาดของข้อมูล และ ขนาดของ Hard disk ที่ใช้งานภายใน NAS


8. รอจนกระทั่งการ Rebuild RAID เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งสถานะของ Storage Pool จะเปลี่ยนกลับมาเป็น Ready

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การ Config เพื่อใช้งาน SSD Cache

วัตถุประสงค์ของการนำ SSD Cache มาใช้งานใน NAS Storage คือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ Read/Write ข้อมูลบนอุปกรณ์ NAS เนื่องจากความเร็วในการทำงานของ SSD จะมีความเร็วที่สูงกว่า Hard Disk หลักแบบจานหมุนบนตัวเครื่อง ดังนั้น SSD Cache จึงเปรียบเสมือน Buffer ขนาดใหญ่ที่ทำการ Syncronize ข้อมูลที่มีการเข้าถึงบ่อยๆภายในตัวเครื่องมาจัดเก็บไว้บน SSD Cache สามารถแบ่งออกตามการใช้งานได้เป็น 2 ประเภทคือ

- Read-only cache เหมาะสำหรับ การใช้งานที่เน้นความเร็วในการ อ่านข้อมูลเป็นหลัก โดยสามารถ Set เป็น RAID ปกติ หรือ RAID 0 ได้

- Read-write cache เหมาะสำหรับ การใช้งานที่เน้นความเร็วทั้ง อ่านและเขียน ข้อมูลลงไปใน NAS ซึ่งสามารถ Setup เป็น RAID 1, 5 และ 6 ได้

โดยที่ Read-only และ Read-write cache สามารถรองรับได้สูงสุด 12 SSDs ซึ่งเราสามารถใส่ SSD Cache ได้เฉพาะบางรุ่นเท่านั้น ซึ่งสามารถตรวจสอบรุ่นที่ Support การทำงานได้จาก Link ต่อไปนี้ Support SSD cache model?


คำแนะนำเพิ่มเติมในการนำ SSD Cache มาใช้งาน

1. Hard Disk SSD แบบ 2.5" ที่ใส่ในช่อง Drive Bay ปกติ แต่ต้องการนำมาตั้งค่าให้เป็น Cache ทั้งนี้ต้องดูสเปคของตัวเครื่องเพิ่มเติม เนื่องจากบางรุ่นจะระบุให้ใส่ใน Drive Bay ช่องที่ 1-2 เท่านั้น ไม่สามารถใส่ในช่อง Bay อื่นๆได้

2. การใส่ SSD เพียง 1 ตัว ในบางรุ่นจะสามารถเลือกการทำ Cache ได้แค่ Read-only เท่านั้น

3. Hard Disk SSD M.2 ไม่สามารถนำมาสร้างเป็นพื้นที่ในการลง DSM และสร้าง Volume เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการเก็บข้อมูลได้


ขั้นตอนการติดตั้ง และ Config SSD Cache เพื่อใช้งาน

1. ใส่ SSD Cache เข้าไปในตัวเครื่อง ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีตำแหน่งที่ติดตั้งแตกต่างกันไป และอาจรองรับ SSD ที่มี Model แตกต่างกัน เช่น DS918+ จะรองรับ NVMe M.2 2880 และจะมีช่องสำหรับใส่อยู่ด้านใต้เครื่องดังรูป

2. ไปที่หัวข้อ Storage Manager แล้วเลือกที่หัวข้อ SSD Cache

3. Click ปุ่ม Create เพื่อเริ่มต้น Config SSD Cache ตาม Wizard โดยเลือก Mode ที่ต้องการใช้งาน ตามตัวอย่างจะเลือกที่ Mode Read-write cache

4. เลือกพื้นที่การใช้งาน(Volume) ว่าต้องการใช้ Cache สำหรับ Volume ไหน จากนั้นเลือก Hard Disk SSD ที่ต้องการจะทำ Cache สำหรับ Volume นั้น

ในกรณีที่มีหลาย Volume สามารถเลือก Hard Disk SSD แยกกันได้

5. เลือก RAID ของ SSD Cache ที่ต้องการสร้าง

6. ขั้นตอนนี้จะเป็นการเลือกขนาดของ SSD Cache ที่สร้างขึ้นว่าต้องการสร้าง Cache ขนาดกี่ GB ซึ่ง 1GB จะ Required Memory (RAM) ประมาณ 416KB

ในกรณีนี้ หากเรามีหลาย Volumn เราสามารถสร้าง Cache แยกใช้งานของแต่ละ Volume ได้

7. Click ยืนยันรายละเอียดต่างๆที่จะเกิดขึ้น ในกรณีที่ SSD Cache เกิดมีปัญหา

8. เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว จะปรากฏหน้า Dashboard สรุป Status ของ SSD Cache

9. เมื่อกลับมาที่ Volume จะมี Status ของ SSD Cache ปรากฏขึ้นมา

 

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เครื่องสำรองไฟฟ้า หรือ UPS

หลายๆท่านที่ใช้งานอุปกรณ์ NAS อาจจะพบกับอาการเสียที่เกิดจากตัวเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น Power Supply เสีย, Hard disk เสีย หรือแม้กระทั่ง Port LAN เสีย ซึ่งต้นเหตุของปัญหาอาจเนื่องมาจากไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ค่อนข้างที่จะ Sensitive ยกตัวอย่างเช่น Hard disk ที่กำลังอ่านหรือเขียนข้อมูลอยู่ แล้วไฟตกหรือดับ ทำให้จานหมุนและหัวอ่านที่กำลังทำงานอยู่หยุดกระทันหัน ทำให้เกิดความเสียหายโดยตรงกับ Hard disk ได้ ซึ่งยังไม่รวมถึงความสมบูรณ์ของข้อมูลที่กำลังบันทึกลงไปในระบบที่มีการ Setup RAID ไว้ด้วย
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์เพื่อช่วยป้องกันปัญหาต่างๆอันเนื่องมาจาก ไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก นั่นก็คือ UPS นั่นเอง ซึ่ง UPS ย่อมาจาก Uninterruptible Power Supply หรือ "เครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ" ถ้าแปลตรงตัว หมายถึง แหล่งจ่ายพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งมีหลักการทำงานคือ เมื่อ UPS รับพลังงานไฟฟ้าเข้ามาแล้วจะจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆ และในขณะเดียวกันก็จะสำรองเก็บไว้ในแบตเตอรี่ในตัวเครื่องด้วย โดยเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ในกรณีที่ไฟดับ UPS ก็จะเปลี่ยนไฟฟ้า DC จากแบตเตอรี่ในตัวเครื่อง ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แล้วจึงจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง


ประเภทของ USP แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

1. Offline UPS หรือ Standby UPS

UPS ชนิดนี้ถูกออกแบบให้ป้องกันกรณีเกิดไฟดับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันปัญหาแรงดันไฟฟ้าที่ผันผวนและสัญญาณรบกวนได้ จึงทำให้มีราคาถูกกว่า UPS ชนิดอื่นๆ และมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS สั้น
Offline UPS เหมาะกับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วๆ ไป


2. Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer

UPS ชนิดนี้ถูกพัฒนามาจาก Offline UPS โดยเพิ่มระบบป้องกันแรงดันไฟฟ้าสูงหรือต่ำอัตโนมัติ (Stabilizer) เพื่อป้องกันปัญหาทางไฟฟ้า ซึ่ง Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer จัดได้ว่าเป็น UPS ที่นิยมซึ่งราคาไม่แพงและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS ยาวนานกว่าแบบ Offline UPS
Online Protection UPS เหมาะกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญของข้อมูล หรือ Server ที่จำเป็นต้องสำรองข้อมูลไว้ รวมถึง NAS ที่เราใช้เก็บข้อมูลสำคัญไว้ด้วย เพราะแก้ปัญหาแรงดันไฟฟ้าได้ดีกว่าแบบ Offline UPS


3. True Online UPS

True Online UPS เป็น UPS ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในจำนวน UPS ที่มีใช้งานอยู่ สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็น ไฟดับ, ไฟตก, ไฟเกิน หรือสัญญาณรบกวนใดๆ และให้คุณภาพไฟฟ้าที่ดี ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ UPS ชนิดนี้มีราคาสูงกว่า UPS ชนิดอื่นๆ
Ture Online UPS เหมาะกับการใช้สำรองไฟให้กับคอมพิวเตอร์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญๆ มากๆ เช่น คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Data Server) หรือระบบธุระกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์สื่อสาร รวมถึง NAS ที่ใช้เก็บข้อมูลสำคัญปริมาณมาก เพราะจำเป็นต่อความต้องการคุณภาพของพลังงานไฟฟ้าที่สมบูรณ์


หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกซื้อ UPS ต้องใช้ UPS ขนาดเท่าไหร่ดี?
UPS แต่ละรุ่นจะมีหลักการทำงาน และราคาที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงเลือกตามความเหมาะสมกับระดับการใช้งาน ซึ่งเบื้องต้นจะเป็นการคำนวณขนาดของ UPS ที่จะเลือกใช้
ตัวอย่าง
ให้หาขนาดของ UPS ที่สามารถใช้กับ คอมพิวเตอร์ ขนาด 220V 1.5A, อุปกรณ์ NAS ขนาด 50 Watt และโมเด็ม ขนาด 20 Watt
ค่า VA จะสามารถหาได้โดยคูณค่า Volt และ Amps เข้าด้วยกัน
- VA ของคอมพิวเตอร์ ขนาด 220V 1.5A = 220 x 1.5 = 330 VA
รูปของพลังงานไฟฟ้าในหน่วยวัตต์ (Watt-W) ให้แปลงกลับเป็นค่า VA โดยการคูณค่าวัตต์ด้วย 1.4
- VA ของอุปกรณ์ NAS ขนาด 50 Watt = 50 x 1.4 = 70 VA
- VA ของโมเด็ม ขนาด 20 Watt = 20 x 1.4 = 28 VA
ดังนั้น
VA รวม = 330 + 70 + 28 = 428 VA
สรุป
ขนาดของ UPS ที่สามารถต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย คือ 428 VA ขึ้นไป

การเชื่อมต่อ UPS กับอุปกรณ์ NAS และการตั้งการ Auto Shutdown เมื่อ UPS ไฟใกล้หมด
ลำดับแรกเราต้องตรวจสอบก่อนว่า UPS ที่เราจะเลือกใช้กับ NAS นั้นอยู่ใน Compatible List หรือเปล่า โดยสามารถตรวจสอบได้จาก Website ดังนี้
Synology NAS: https://www.synology.com/en-global/compatibility?search_by=category&category=upses&p=1
QNAP NAS: https://www.qnap.com/en/compatibility/?device_category=ups
หาก UPS ที่เราเลื่อกใช้อยู่ใน Compatible List เราจะสังเกตได้ว่า ด้านหลังของ UPS นั้นจะมี Port ที่ใช้สำหรับส่งข้อมูลรายละเอียดของ UPS ไปยัง NAS ผ่าน Data Port ซึ่งบางรุ่นอาจเป็น USB Port หรือ บางรุ่นอาจเป็น RJ Port ซึ่งมีตัวอย่างดังรูป


สาย Data ที่ใช้ก็จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของ UPS เช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีลักษณะดังรูป คือด้านหนึ่งเป็น RJ50 ใช้สำหรับเสียบ Port ด้านหลังของ UPS อีกด้านหนึ่งจะเป็น USB Port ไว้สำหรับเสียบเข้ากับ USB Port ของเครื่อง NAS


หลังจากเสียบสาย USB Data Port ที่มาจาก UPS แล้ว เราสามารถเข้าไปตั้งค่ารายละเอียดต่างๆของ UPS ได้ดังนี้
กรณีที่เป็น QNAP NAS สามารถเข้าไปตั้งค่ารายละเอียดต่างๆ ได้จาก Control Panel แล้วเลือก External Device หรือสามารถเลือก External Device ได้จากเมนูบาร์ด้านบน


เลือกไปที่ Tab UPS ทางด้านขวามือ จะปรากฏรายละเอียดของ UPS ที่เราใช้งาน โดยจะสถานะ และระยะเวลาในการสำรองไฟ


เราสามารถกำหนดระยะเวลาในการ Shutdown อุปกรณ์ NAS ได้ตามระยะเวลาที่เราต้องการเช่น หากไฟฟ้าดับนานเกินกว่า 15 นาทีให้ทำการ Shutdown NAS แบบอัตโนมัติเพื่อป้องกันความเสียหายเป็นต้น ดังนั้นระยะเวลาที่กำหนดก็จะต้องสอดคล้องกับระยะเวลาของ UPS ที่สามารถสำรองไฟได้ด้วย


กรณีที่เป็น Synology NAS สามารถเข้าไปตั้งค่ารายละเอียดต่างๆ ได้จาก Control Panel แล้วเลือก Hardware & Power


แล้วไปที่ Tab UPS ทางด้านขวามือเพื่อตั้งค่าการ Shutdown ของ Synology NAS ในกรณีที่ไฟฟ้าดับนานจนถึงระยะเวลาที่เรากำหนดไว้


เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆอันเนื่องมาจาก ไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก ให้กับอุปกรณ์ NAS ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และป้องกันความเสียหายของ Hard disk ทาง NAS SHOP ขอแนะนำให้ทุกท่านหา UPS ที่อยู่ใน Compatible List มาใช้ หากไม่แน่ใจ NAS SHOP ยินดีให้คำปรึกษาและจัดหา UPS ให้กับสมาชิกที่สนใจทุกท่านนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การใช้งาน DDNS ของ NAS QNAP และ Synology ดูกล้องวงจรปิด (CCTV) แบบอนาล็อก (Analog)

ในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้องวงจรปิด CCTV (Closed Circuit Television) และกล้อง Action Camera ต่างๆ จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง นิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆภายในบ้าน หรือสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงขณะขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์

แต่มีหลายๆท่านคงประสบกับปัญหาการดู CCTV ผ่านระบบ Network หรือผ่าน Internet อาจเนื่องมาจากปัญหาหลายอย่าง ทั้งตัวอุปกรณ์ของกล้องเอง ที่ใช้เป็นแบบอนาล็อก ไม่ได้เป็น IP Camera และบันทึกผ่านตัว DVR (Digital Video Recorder) และไม่รู้จะ Set ค่ายังไงให้สามารถใช้งานผ่าน Internet ได้ หรืออาจจะใช้กล้อง IP Camera บันทึกผ่าน NVR (Network Video Record) แต่ก็ประสบกับปัญหาการใช้งานผ่าน Internet ซึ่งสาเหตุหลักๆก็คือเรื่องของ Public ID ของ Router ที่บ้าน เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ขึ้นอยู่ให้กับผู้ให้บริการ Internet หรือที่เราเรียกว่า ISP (Internet Service Provider) เช่น True, 3BB หรือ ค่ายอื่นๆ ที่เราใช้บริการ Internet อยู่

เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องของ Public IP ที่เปลี่ยนแปลงไป เราจึงใช้ตัวที่เรียกว่า DDNS (Dynamic Domain Name Server) เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว หลักการทำงานของ DDNS อย่างง่ายๆคือ DDNS จะทำการไปเช็คกับ ISP ว่าตอนนี้ Router ที่บ้านเรานั้น มี IP เป็นอะไร เพื่อให้สะดวกต่อการเรียกเข้าใช้งานจากภายนอก ซึ่งเราจะใช้ประโยชน์จากส่วนนี้ เข้ามาดูกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ที่เราได้ทำการติดตั้งไว้ที่บ้าน นั่นเอง

ลำดับแรกเราจะมาดูว่าระบบ CCTV แบบ Analog ที่เราใช้บันทึก Video ผ่าน DVR นั้นมีลักษณะการต่อใช้งานเป็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีวิธีต่อใช้งานดังรูป ในกรณีที่เราต้องการดูกล้องวงจรปิดจากภายนอก หรือ จากมือถือ ผ่านเข้ามาที่บ้าน เราก็ต้องมี NAS ต่อกับ Router ด้วยดังรูป หากท่านยังไม่มีเครื่อง NAS สามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ http://www.nasshops.net ขออนุญาตขายของนิดนึงนะครับ ^^

ลำดับต่อมา เข้าไปตั้งค่าของ Network หรือ IP ที่ต้องการผ่านเครื่อง DVR ที่ใช้อยู่นะครับ โดยเลือกไปที่ Setup ซึ่งรายละเอียดของกล้อง หรือ DVR แต่ละยี่ห้ออาจจะไม่เหมือนกันนะครับ

ไปที่ การตั้งค่าเครือข่าย แล้วกำหนดหมายเลย IP Address, Gateway, Sub Net Mask และ Port ของกล้องที่ต้องการใช้งาน ซึ่ง Port สามารถใช้ค่า Default ได้ แต่ทั้งนี้เราต้องแน่ใจว่าไม่ตรงกับอุปกรณ์อื่นๆที่ใช้นะครับ

โดยปกติแล้ว DVR จะมีส่วนของ DDNS มาให้ด้วยนะครับ แต่ทั้งนี้ DDNS ของกล้องอาจจะใช้งานที่ค่อนข้างยาก และอาจจะต้องค่าบริการด้วยนะครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการใช้งาน DDNS ผ่าน NAS ง่ายและมีความเสถียรกว่าเยอะครับ

ในกรณีที่เราตั้งค่า Network ของกล้องเรียบร้อยแล้ว เราสามารถ Install Program ของกล้องที่ใช้อยู่บน Notebook หรือ Computer ที่บ้านได้ครับ โดยทำการ Connect ผ่าน IP ที่เรากำหนด

ทั้งนี้เราก็จะสามารถมองเห็นและแก้ไขเกี่ยวกับ Network หรือการตั้งค่าอื่นๆ ผ่าน Program ได้เลย

หลังจากที่เราตั้งค่า Network DVR ของกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้วนะครับ ลำดับต่อไปเราจะเข้ามาทำการ Forward Port ของกล้องบน Router ที่เราใช้อยู่ครับ โดยปกติจะเป็น 192.168.1.1 แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า Router ของแต่ละบ้านครับ ทั้งนี้ผมใช้ Internet ของ 3BB อยู่เลยมีหน้าจอดังรูป โดยคลิกเลือกไปที่เมนู Forward Rules

ทำการตั้งชื่อ Mapping Name ของตัวกล้อง หลังจากนั้นกำหนด Internal Host หรือ IP ของ DVR และหมายเลข Port ที่เรากำหนดไว้ในขั้นตอนก่อนหน้า

หมายเหตุ: การใช้งาน DDNS ผ่าน NAS นั้นจำเป็นที่จะต้องกำหนดหรือตั้งค่าอุปกรณ์ NAS ด้วย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
NAS Synology
การ Config IP Address, DNS และ Default Gateway
การ Config DDNS
NAS QNAP
การ Config IP Address, DNS และ Default Gateway
การ Config MyQNAPcloud

การดูกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ผ่านมือถือ หรือ Smart Device
ลำดับแรกให้ทำการโหลดและติดตั้ง Application ของกล้องวงจรปิดยี่ห้อที่ใช้งานผ่าน Mobile Application ก่อนนะครับ แล้วทำการ กำหนด IP Address เป็น DDNS ของ NAS ที่เราได้กำหนดไว้ เช่น xxxxx.myqnapcloud.com หรือ xxxxx.synology.me แล้วตามด้วย Port, Username และ Password ของตัวกล้องครับ
จากตัวอย่างจะเป็น Application ชื่อ EagleEyes ของกล้อง AVTech นะครับ หลังจากป้อนรายละเอียดครบแล้วสามารถกด Get Type เพื่อดูว่ากล้องวงจรปิดที่ใช้เป็นแบบไหน หรือเพื่อใช้ในการทดสอบ Connection ครับ
 

หลังจากตั้งค่า Connection เรียบร้อยแล้วเราก็จะสามารถใช้งานหรือดูกล้อง CCTV แบบ Analog ที่เก็บข้อมูลลงบน DVR ผ่าน Internet ได้แล้ว เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน สามารถดูได้ทุกที่ และทุกเวลาครับ