วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ทดสอบการโอนถ่ายข้อมูลผ่าน Port 10 GbE ของ Buffalo NAS รุ่น TS5410RN0804

หลังจากที่ได้รีวิวการใช้งานทั่วไปของ Buffalo NAS TeraStation รุ่น TS5410RN0804 ซึ่งเป็น Rackmount 4 Bays ขนาด 1U ไปแล้วนั้น (รีวิวการใช้งาน) วันนี้ NASSHOP จะมาทดสอบการโอนถ่ายข้อมูลผ่าน Port 10 GbE ของ NAS ตัวนี้กันว่า ในการใช้งานจริงนั้น ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลจะมีความเร็วแค่ไหน เชิญติดตามได้จากรายละเอียดด้านล่างนี้เลยครับ
รายละเอียดของ Hardware ที่ใช้ในการทดสอบ
1. Buffalo NAS TeraStation รุ่น TS5410RN0804


2. Buffalo Switch รุ่น BS-MP2008 ซึ่งเป็น 8-Port MulitGigabit Switch ซึ่งรองรับการทำงานที่ 10 GbE ทั้ง 8 Port



3. Computer Client ที่ใช้งานทั่วไปโดยมี Port การเชื่อมต่อแบบ 10GbE



ขั้นตอนการทดสอบ
ขั้นตอนการทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ
1. ทดสอบโดยใช้โปรแกรม Disk Speed Test จะเป็นการทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลรวมถึงความเร็วในการ Read/Write ข้อมูลลงบน Disk ด้วย ซึ่งผลจากการทดสอบมากกว่า 10 รอบ ได้ผลคือ ค่า Read จะอยู่ที่ 627.4 MB/sec ส่วนความเร็วในการ Write นั้นจะอยู่ที่ 349.6 MB/s ซึ่งถือว่าเร็วมากทั้ง Read และ Write ครับ


จำนวนรอบและขนาดของไฟล์ที่ทดสอบผ่านโปรแกรม Disk Speed Test ซึ่งมีขนาด 2GB และ 4GB

2. ทดสอบโดยการ Copy ไฟล์ระหว่าเครื่อง Client ที่ใช้งานทั่วไป ไปยัง Buffalo NAS ซึ่งมีขนาดประมาณ 3.89 GB

ความเร็วในการ Copy ข้อมูลประมาณ 140 MB/s และระยะเวลาที่ใช้ในการ Copy น้อยกว่า 30 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วมากกับไฟล์ขนาดเกือบๆ 4 GB ครับ

รายละเอียดการ Copy ข้อมูลเมื่อมองจาก Resource Monitor

Video ความเร็วในการ Copy ไฟล์ระหว่างเครื่อง Client กับ Buffalo NAS ครับ
สรุป
หลังจากการทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่อง Coputer Client ผ่าน Port และ Switch 10GbE ไปยัง Buffalo NAS TeraStation รุ่น TS5410RN0804 นั้น ถือว่าทำได้ดีมาก ดังนั้นหากนำไปใช้งานในลักษณะไฟล์พวก Multimedia ต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ หรือ ไฟล์รูปภาพความละเอียดสูงๆที่มีขนาดใหญ่ ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานครับ แต่หากนำไปใช้ในการ Share File ธรรมดาก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียวครับ

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

รีวิว การใช้งาน Buffalo NAS รุ่น TS5410RN0804

หากจะกล่าวถึงอุปกรณ์ IT Brand Buffalo นั้นถือว่าเป็น Brand ที่มีประวัติยาวนาน และเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงองค์กรธุรกิจ ห้างร้าน หรือสาขาต่างๆในประเทศไทยที่มีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วจะเจาะจงเลือกใช้ Buffalo แทบทั้งสิ้น เราจะมาดูกันว่าเพราะเหตุผลใด? ทำไมคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถึงเจะจงเลือกใช้แต่ Buffalo? ทาง NASSHOP จะมาเขียนรีวิวการใช้งาน Buffalo NAS TeraStation รุ่น TS5410RN0804 ซึ่งเป็น Rackmount 4 Bays ขนาด 1U ให้ทุกๆท่านได้ติดตามกัน ต้องขอขอบคุณ Buffalo Thailand ที่ให้ Buffalo NAS TeraStation รุ่น TS5410RN0804 มาให้ NASSHOP ได้ทดลองใช้งานและเขียนรีวิวในครั้งนี้  ซึ่งมีลักษณะหน้าตาและรายละเอียดของ Hardware ดังนี้

ด้านหน้าของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วยปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง, จอ LCD, ไฟแสดงสถานะต่างๆ และ USB 3.0 จำนวน 1 ช่อง ซึ่ง Drive Bays จะเป็นแบบ Hot-swap สามารถรองรับ Hard disk ความจุต่อลูกสูงสุดที่ 8TB

ด้านหลังของตัวเครื่อง จะมีพัดลมระบายอากาศจำนวน 2 ตัวเพื่อระบายความร้อนออกจากตัวเครื่อง เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆอันเนื่องมาจากความร้อน และช่วยยืดระยะเวลาการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมได้อีกด้วย นอกจากนั้นก็จะมี Port USB 3.0 จำนวน 2 Port, Lan 1GbE จำนวน 2 Port และมี 10 GbE Bundle มาให้อีก 1 Port ด้วย ถือว่าให้ Port เชื่อมต่อมาดีเลยทีเดียวครับ

ในการทดสอบการใช้งานครั้งนี้เราได้ Buffalo Switch รุ่น BS-MP2008 ซึ่งเป็น 8-Port MulitGigabit Switch มาทดสอบด้วยครับ ซึ่ง Switch ตัวนี้รองรับการทำงานที่ 10 GbE ทั้ง 8 Port เลยนะครับ ถือว่าน่าใช้มากเหมือนกัน

เริ่มต้นการทำงานด้วย NAS Navigator
NAS Navigator จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหา Buffalo NAS ภายใน Network ของเรานะครับ ซึ่งสามารถ Download ได้จาก Link นี้ http://www.buffalotech.com/support/downloads/terastation-pro-ii ภายใต้หัวข้อ Utilities แล้วเลือก Version ที่จะติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ Mac นะครับ
เมื่อเราทำการติดตั้งและเปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้วจะพบกับ Buffalo NAS ที่อยู่ภายใน Network ของเราทั้งหมดนะครับ เมื่อเราคลิกเลือก หรือนำ Mouse ไปวางไว้ที่ Icon Buffalo NAS ก็จะแสดง Information ของ NAS ตัวนั้นๆขึ้นมานะครับ


เราสามารถไปยังหน้าการจัดการได้โดยการคลิกขวาแล้วเลือก Settings

ทำการป้อน Password เพื่อเข้าสู่หน้าการจัดการ ซึ่ง Default Password ของ Buffalo คือ password

เมนูหน้าการจัดการ
เมื่อเราทำการ Login เข้ามาสู่หน้าการจัดการแล้วจะพบกับเมนูการจัดการส่วนต่างๆทางด้านซ้ายมือ และเราสามารถเปิด-ปิด หรือ Config การทำงานในส่วนย่อยๆได้ จากรายละเอียดทางด้านขวามือ ซึ่งการแสดงผลดังรูปด้านล่างนี้ จะเป็นการแสดงผลในลักษณะที่เรียกว่า Advance Settings ซึ่งเราสามารถสลับหน้าจอการจัดการไปยังหน้า Easy Admin ได้ ซึ่งจะเป็นการจัดการหรือ Config การตั้งค่าต่างๆผ่าน Wizard

ลักษณะหน้าตาของเมนู Easy Admin สามารถช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งต่าต่างๆผ่านตัวช่วย หรือ Wizard ได้อย่างง่ายดายตามหัวข้อที่ต้องการ

เมนูการจัดการต่างๆของ Buffalo NAS จากด้านขวามาซ้ายมีดังนี้
- ขวาสุดจะเป็นปุ่ม Power จะใช้ในการสั่ง Restart หรือ Shutdown ตัว Buffalo NAS
- ปุ่มถัดมาจะเป็น Information โดยจะแสดงรายละเอียดคร่าวๆของ Buffalo NAS ว่ามีสถานะการทำงานเป็นอย่างไรบ้าง

- Log Out จะทำหน้าที่ออกจากหน้าจอการจัดการ
- Language ใช้สำหรับเลือกภาษาในการแสดงผล โดยสามารถเลือก Drop-down ภาษาที่ต้องการได้
- Admin ส่วนนี้จะแสดงว่า ใครกำลัง Log on เข้ามาใช้งานอยู่
- สัญลักษณ์ โน๊ตดนตรี ใช้สำหรับค้นหา Buffalo NAS ว่าตั้งอยู่ที่ไหน โดยเมื่อกดปุ่มนี้ ตัวเครื่อง NAS จะมีเสียงดังออกมา
- ปุ่มซ้ายสุดสัญลักษณ์รูปเฟืองจะเป็นการสลับหน้าจอการทำงานไปเป็นหน้า Easy Admin

รายละเอียดแต่ละเมนู
File Sharing : ทำหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับการ Share File ทั้งหมดรวมถึงการสร้าง User, User Group และ Service ที่ใช้ในการ Share File ต่างๆ เช่น FTP, SFTP เป็นต้น

Storage : ทำหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับการพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆเช่น Drive, Volume, RAID หรือ iSCSI เป็นต้น

Web Services : ทำหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับการ Sync ข้อมูลที่อยู่บน Cloud เช่น Amazon S3 หรือ Dropbox เป็นต้น

Network : ทำหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับการตั้งค่า Network ต่างๆทั้งหมดเช่น IP Address, Proxy หรือการทำ Port Trunking เป็นต้น


Backup : ทำหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับการ Backup Folder ต่างๆรวมไปถึงการตั้ง Schedule ในการ Backup ข้อมูล

Management : ทำหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับการตั้งค่าการใช้งานทั่วๆไปของ NAS เช่น Server Name, Date, Time, Language หรือ Notification ต่างๆ เป็นต้น

ทดสอบการใช้งาน
การทดสอบการใช้งานจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ การทดสอบความเร็วในการ Transfer File และทดสอบการ Backup ข้อมูล โดยขั้นตอนแรกจะทำการสร้าง Share Folder ขึ้นมาก่อนเพื่อใช้ในการทดสอบ ซึ่งชื่อของ Share Folder Buffalo NAS “จะไม่อนุญาต” ให้มีช่องว่างระหว่างคำ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็จะมีสัญลักษณ์ขีดเส้นใต้เป็นรูปฟันปลา
หากชื่อที่กำหนดตรงตามเงื่อนไขของ Buffalo NAS แล้วจะไม่มีสัญลักษณ์สีแดงใดๆ นอกจากนั้นยังสามารถกำหนด Properties อื่นๆเพิ่มเติมได้เช่น กำหนด Attribute ให้เป็น Read & Write หรือ Read Only, Drive/Array ที่ต้องการสร้าง Share Folder, Recycle Bin

LAN Protocol Support ในจุดนี้หากต้องการกำหนดให้ Folder นี้สามารถใช้งานการ Backup หรือ FTP สามารถมากำหนด Option ต่างๆตามต้องการได้ และยังสามารถกำหนดสิทธิ์การใช้งานของ User ต่างๆได้ในส่วนของ Local Users

หลังจากที่กำหนด Properties ต่างๆเรียบร้อยแล้วคลิก OK ก็จะปรากฎรายละเอียดของ Share Folder ที่เราสร้างขึ้นมา

ทดสอบการโอนย้ายข้อมูล
ขั้นตอนนี้เราจะมาทำการทดสอบการการอ่านเขียนของ Hard disk โดยทำการ Copy File จากเครื่อง Computer Client ทั่วๆไป ขนาด 4 GB ลงไปใน Share Folder ที่เราได้ทำการสร้างขึ้นมา ซึ่งความเร็วในการ Read/Write จะอยู่ที่ประมาณ 4.8/4.5 MB/s ก็ถือว่าไม่ได้รวดเร็วมากนักแต่ก็ถือว่าพอรับได้ในการใช้งานจริง

เนื่องจากในการใช้งานทั่วไปภายในองค์กร เครื่อง Computer Client ส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มี Port 10 GbE ติดตั้งภายในตัวเครื่อง ทาง NASSHOP จึงขออนุญาตทดสอบ การ Copy ข้อมูลผ่าน LAN Port 10/100/1000 ด้วยข้อมูลจำนวน 4 GB ซึ่งผลของการ Transfer คือสามาถ Copy File ด้วยความเร็วประมาณ 96 MB/s ไปยัง Buffalo NAS ถือว่าความเร็วในการ Transfer ข้อมูลทำได้ดีทีเดียว

ขั้นตอนการ Backup ข้อมูล
การ Backup ข้อมูลต่างๆใน Buffalo NAS ระหว่าง NAS กับ NAS นั้นจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อ Share Folder ที่สร้างไว้ ได้ทำการ Check box เลือก Option Backup เท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่สามารถมองเห็น Folder ใน Folder List ภายใน Backup ได้ ซึ่งขั้นตอนแรกในการ Backup จะต้องมาที่เมนู Backup แล้วเลือก Backup ทางด้านขวา

ในหน้าของ Backup List จะใช้ในการสร้างและจัดการ Job Schedule ในการ Backup ข้อมูลต่างๆ ซึ่งจะสามารถ Backup ได้เฉพาะ Buffalo NAS เท่านั้น

การสร้าง Backup Job สามารถสร้างได้โดยคลิกที่ปุ่ม Create New Job แล้วทำการกำหนดชื่อของ Job และรายละเอียดอื่นๆ เช่น ความถี่ในการ Backup, Backup log file หรือต้องการ Encrypt data transfer หรือไม่ หลังจากนั้นทำการ Add Source และ Destination Folder ที่ต้องการ Backup ด้านล่างสุด แล้วคลิก OK

ขั้นตอนการใช้งาน Dropbox Sync
ก่อนการใช้งาน Dropbox Sync นั้น ลำดับแรกจะต้องทำการ Download โปรแกรม B-Sync ลงมาติดตั้งที่เครื่องก่อน ซึ่งสามารถ Download ได้จาก http://www.buffalo-technology.com/en/support/downloads/?no_cache=1 หลังจากนั้นให้ทำการเลือกเมนู Web Services ทางด้านซ้ายแล้วคลิกเลือก Dropbox Sync ก็จะปรากฎหน้าต่าง Dropbox Sync ให้ขึ้นมา คลิกที่ Add เพื่อทำการสร้าง Connection ที่จะทำการ Sync ไปยัง Dropbox

ในส่วนของ Authentication Code ให้ทำการคลิกที่ “View Dropbox Authentication Page”

ขั้นตอนนี้ให้ทำการเลือก Allow เพื่อให้ B-Sync สามารถที่จะ Access Folder หรือ File ต่างๆภายใน Dropbox ของเราเพื่อที่จะ Sync มายัง Buffalo NAS ของเราได้

ขั้นตอนสุดท้าย ให้ทำการ Copy Code ที่ได้ไปวางไว้ในส่วนของ Authentication Code ในหน้าการจัดการ

สรุป
Buffalo NAS TeraStation รุ่น TS5410RN0804 เหมาะสำหรับการใช้งานภายในองค์กรขนาดเล็กถึงกลาง ที่เน้นในเรื่องของการ Share File การ Backup เป็นหลักเท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถติดตั้งโปรแกรมอื่นๆเพิ่มได้, ไม่สนับสนุน DLNA และไฟล์ Multimedia ทุกประเภท
ข้อดี
1. เมนูการจัดการและการใช้งานต่างๆจัดได้เป็นหมวดหมู่ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาและการใช้งาน
2. ความเร็วในการ Transfer File สามารถทำได้ดี
3. มี LAN Port สำหรับการเชื่อมต่อมาให้ใช้งานถึง 3 Port ทั้ง 1GbE และ 10 GbE
ข้อเสีย
1. ไม่สามารถติดตั้งโปรแกรมอื่นๆเพิ่มได้ เช่น โปรแกรมสำหรับโหลด Bit Torrent หรือ Surveillance Station ได้
2. ไม่สนับสนุน DLNA และไฟล์ Multimedia ทุกประเภท
3. การ Sync กับ Public Cloud สามารถ Sync ได้เพียง Amazon S3 กับ Dropbox เท่านั้น

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รีวิว การใช้งาน WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100

วันนี้เราจะมาทำการรีวิวการใช้งาน WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 ซึ่งเป็น NAS ขนาด 4 Bays นะครับ ต้องขอขอบคุณ SIS ที่ให้ WD My Cloud มาให้ NASSHOP ได้ทดลองใช้งานและเขียนรีวิวในครั้งนี้นะครับ ซึ่ง WD My Cloud รุ่น PR4100 มีรายละเอียดของ Hardware ดังนี้

CPU: Intel Pentium N3710 1.6 GHz Quad-Core Processor
Memory: 4GB DDR3L SDRAM
Capacities: 0 – 32TB
HDD: 3.5" SATA II/ III
Supports Hot Swappable Drives
Expansion: USB 3.0 x 3
Network: Gigabit Ethernet x 2
DC-in power supplies x2

Hardware
กล่องบรรจุภัณฑ์ : ออกแบบมาสวยงาน โทนสีน้ำเงินตามแบฉบับของ WD พิมพ์รายละเอียดรุ่น, Function และ Features ต่างๆไว้ข้างกล่อง โดยที่ด้านบนกล่องมีหูหิ้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนะครับ

ด้านหน้าตัวเครื่อง : ออกแบบมาสวยโทนดำ พิมพ์ยี่ห้อ รุ่น สีขาว และตัดกับไฟแสดงผลสีน้ำเงินเวลาเปิดเครื่องดูสวยงามลงตัวดีครับ มีปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง, ปุ่ม Control Display กดขึ้นลงข้าง LCD แสดงผลซึ่งเป็นการแสดงผลขนาด 2 บรรทัด และ ปุ่ม USB Fast Copy

ด้านล่างของตัวเครื่องมีไฟแสดงสถานะการทำงานของ Network, Port USB 3.0 และปุ่ม Fast Copy เพื่ออำนวยความสะดวกในการ Backup ข้อมูลระหว่างตัวเครื่องกับ External Hard disk ซึ่งจะต้องทำการตั้งค่าการใช้งานเพื่อกำหนด Folder ต้นทางและปลายทางที่ต้องการ Backup ก่อน
Drive Bays: ออกแบบมายึดติดกับตัวเครื่องไม่สามารถถอดออกได้ มีข้อดีตรงที่เวลาใช้งานเปิดออกมาแล้วเสียบ Hard disk เข้าไปแล้วปิดได้เลย ไม่ต้องยึดน๊อตใดๆ แต่ข้อเสียคือใช้ได้เฉพาะ Hard disk ขนาด 3.5” เท่านั้น

ด้านหลังตัวเครื่อง : มี Port ต่างๆสำหรับการใช้งานเริ่มจากด้านบนลงล่างดังนี้ ปุ่ม Reset, USB 3.0 x2, Gigabit Ethernet x2 และ DC-in power supplies x2


WD Access
WD Access คือ Software ที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบต่างๆ ของ WD NAS ยกตัวอย่าง เช่น Upload File, Open, Map Network Drive, Setting, Properties, Firmware update หรือสามารถสั่ง Shut down WD NAS ได้


ซึ่งสามารถ Download WD Access ได้ที่ URL http://support.wdc.com/downloads.aspx?lang=en


การใช้งาน WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100
ขั้นตอนการใช้งานและการ Settings ค่าต่างๆ ของ WD My Cloud Pro PR4100 สามารถเข้าผ่าน WD Access เลือก Settings หรือเข้าผ่าน Web browser พิมพ์ IP Address ป้อน User name และ password แล้วกดปุ่ม Login เพื่อทำการ Login เข้าสู่ระบบ


Home
เมื่อทำการ Login เข้ามาแล้ว จะเข้าสู่หน้า Home ซึ่งการออกแบบ User Interface จะออกแบบโทนน้ำเงิน เทา ดำ ดูเรียบง่าย สบายตามี Menu ต่างๆอยู่ด้านบน หากเราต้องการไป Setting Menuใด ก็เลือกไปที่ Menu นั้นๆซึ่งสามารถเลื่อนซ้าย/ขวาได้ ในหน้า Home นี้จะแสดงรายละเอียดต่างๆของ WD My Cloud Pro PR4100 ประกอบไปด้วย
- Capacity ต่างๆที่ใช้ไปและที่เหลืออยู่ รวมถึงพื้นที่ของ File แต่ละประเภทว่าใช้พื้นที่ไปจำนวนเท่าใด
- Device Info จะบอกถึงสถานะของเครื่องว่าเป็นอย่างไรบ้าง และรายละเอียด Firmware
- Network Activity จะแสดงสถานะการใช้งาน Network, CPU และ RAM
- จำนวน Cloud Device, User และ จำนวน Application ที่ได้ทำการติดตั้งบน WD My Cloud Pro PR4100


Users
Menu Users จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการ Add, Delete User ผู้ใช้งานระบบ สามารถทำได้โดยการ Add ที่มุมล่างซ้าย  

เมื่อ Add New User แล้ว ให้ทำการป้อน User Name, First Name, Last Name, Email และ Password ที่ต้องการ


User Group
การ Add User Group สามารถทำได้โดยการ Click ที่ New User Group ทางมุมซ้ายล่าง โดยสามารถเลือกได้ว่า จะให้ User คนใดบ้างอยู่ใน User Group ใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นมา

เราสามารถดู User Profile ได้ว่า User แต่ละคนอยู่ภายใน Group ใดและสามารถจัดการรายละเอียดอื่นๆของแต่ละ User ได้


Shares
Menu Shares จะบริหารจัดการเกี่ยวกับ Share Folder ต่างๆ ว่าต้องการที่จะเปิด Service ตัวใดบ้าง เช่น Recycle Bin, Media Service, FTP หรือกำหนดว่าต้องการที่จะให้ User ใดบ้างสามารถใช้งาน Share Folder นี้ได้ โดยการบริหารจัดการ Share Folder หรือ Service ต่างๆสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยแต่ละ Service จะมี Switch เปิด-ปิด การทำงาน ซึ่งในจุดนี้ถือว่า WD My Cloud ได้ออกแบบ Interface มาให้ใช้งานได้ดีทีเดียว


Cloud Access
Menu Cloud Access จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการให้บริการ Cloud Service โดยจะบริหารจัดการเกี่ยวกับ Cloud Account ต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถตรวจสอบ Status ของ Cloud Access ได้อีกด้วย


Backups
Menu Backups จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการ Backup ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็น USB Backups, Remote Backups, Internal backups, Cloud Backups และ Camera Backups ได้ โดยสามารถทำการ Create Job Schedule ในการ Backup ของแต่ละส่วนได้


Storage
Menu Storage จะบริหารจัดการเกี่ยวกับ Storage ต่างๆของเครื่อง เช่น RAID, Disk Status, iSCSI แล Volume Virtualization ได้

ตัวอย่างการใช้งาน Disk Status เพื่อตรวจสอบว่า Hard disk ที่ใช้งานภายในเครื่องมีสถานะในการใช้งานเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งขนาดพื้นที่ของ Hard disk, อุณหภูมิของ Hard disk แต่ละตัว รวมถึง Disk Health ด้วย


Apps
Menu Apps จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการ Install/Uninstall Application ต่างๆบนเครื่อง WD My Cloud

โดยสามารถทำการค้นหาและติดตั้ง Application ต่างๆที่ต้องการใช้ได้


Settings
Menu Settings จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆของเครื่องทั้งหมด โดยแบ่งหมวดหมู่การใช้งานตาม Menu ด้านซ้ายมือ ซึ่งได้แก่ General, Network, Media, Utilities, Notification และ Firmware Update โดยมี Switch ON/OFF ไว้ในการเปิด-ปิด Services ต่างๆ

Network: จะเป็น Menu ที่ใช้ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการตั้งค่า Network Services ต่างๆ และ IP Address เป็นต้น


Read/Write Data Test
หลังจากที่ได้ดูรายละเอียดในเรื่องของ Function และ Feature ต่างๆของ WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 แล้ว ตอนนี้เราจะมาทำการทดสอบประสิทธิภาพและความเร็วการ Read / Write ข้อมูลของ Hard disk ดูว่าผลจะเป็นอย่างไรนะครับ โดยจะทำการทดสอบ 2 Scenario นะครับ
***หมายเหตุ*** ความเร็วในการ Read / Write ข้อมูลของ Hard disk กับความเร็วในการ Transfer File ผ่าน Network คนละส่วนกันนะครับ
Scenario แรก จะเป็นการ Copy File จากเครื่อง Notebook ไปยัง WD My Cloud PR4100 ผ่านสาย Gigabit LAN นะครับโดยใช้ File ขนาด 3.37 TB ซึ่งการ Read ของ Hard disk จะอยู่ประมาณ 6.2 MB/s และการ Write จะอยู่ประมาณ 4.4 MB/s

Scenario ที่ 2 จะเป็นการ Copy File จากเครื่อง WD My Cloud PR4100 ไปยัง Notebook ผ่านสาย Gigabit LAN เช่นเดิมนะครับ ซึ่งผลการ Read ของ Hard disk จะอยู่ประมาณ 11.3 MB/s และการ Write จะอยู่ประมาณ 9.3 MB/s

จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานและความเร็วการ Read / Write ข้อมูลของ WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 ในการใช้งานจริงอยู่ที่ประมาณ 4.4 – 11.3 MB/s ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานโดยทั่วไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการใช้งาน จำนวน User และระบบ Network ประกอบกันอีกทีนึงครับ

Torrent: Transmission app
Transmission Application เป็น App ที่ใช้ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับ File พวก Bit-Torrent ต่างๆ ซึ่งต้องทำการ Download มาติดตั้งก่อนจาก Menu Apps

ในการใช้งาน ให้เลือก File Bit-Torrent ที่ต้องการ Download หรือสามารถป้อน URL ที่ต้องการ Download ได้

เราสามารถ Monitor เพื่อดู Progress ได้ว่าแต่ละ Task มีความคืบหน้าในการ Download รวมถึง Pause Control Task ได้

สรุป ข้อดี-ข้อเสีย ของ WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 หลังจากที่ได้ทำการทดลองใช้งานนะครับ
ข้อดี
  • วัสดุ อุปกรณ์ ของตัวเครื่องดูแข็งแรง ทนทานดี
  • ไม่ต้อง Setup Firmware เนื่องจากถูก Setup มาจากโรงงานแล้ว
  • User Interface ดูสวยงาม สบายตา ใช้งานง่าย
  • Menu การใช้งานต่างๆ มีน้อย ง่ายและเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป
  • เหมาะสำหรับใช้งานประเภท SOHO (Small Office / Home Office)
ข้อเสีย
  • ไม่มี Port HDMI
  • ตัวเครื่องใส่ได้เฉพาะ hard disk ที่มีขนาด 3.5” เท่านั้น