วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รีวิว การใช้งาน WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100

วันนี้เราจะมาทำการรีวิวการใช้งาน WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 ซึ่งเป็น NAS ขนาด 4 Bays นะครับ ต้องขอขอบคุณ SIS ที่ให้ WD My Cloud มาให้ NASSHOP ได้ทดลองใช้งานและเขียนรีวิวในครั้งนี้นะครับ ซึ่ง WD My Cloud รุ่น PR4100 มีรายละเอียดของ Hardware ดังนี้

CPU: Intel Pentium N3710 1.6 GHz Quad-Core Processor
Memory: 4GB DDR3L SDRAM
Capacities: 0 – 32TB
HDD: 3.5" SATA II/ III
Supports Hot Swappable Drives
Expansion: USB 3.0 x 3
Network: Gigabit Ethernet x 2
DC-in power supplies x2

Hardware
กล่องบรรจุภัณฑ์ : ออกแบบมาสวยงาน โทนสีน้ำเงินตามแบฉบับของ WD พิมพ์รายละเอียดรุ่น, Function และ Features ต่างๆไว้ข้างกล่อง โดยที่ด้านบนกล่องมีหูหิ้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนะครับ

ด้านหน้าตัวเครื่อง : ออกแบบมาสวยโทนดำ พิมพ์ยี่ห้อ รุ่น สีขาว และตัดกับไฟแสดงผลสีน้ำเงินเวลาเปิดเครื่องดูสวยงามลงตัวดีครับ มีปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่อง, ปุ่ม Control Display กดขึ้นลงข้าง LCD แสดงผลซึ่งเป็นการแสดงผลขนาด 2 บรรทัด และ ปุ่ม USB Fast Copy

ด้านล่างของตัวเครื่องมีไฟแสดงสถานะการทำงานของ Network, Port USB 3.0 และปุ่ม Fast Copy เพื่ออำนวยความสะดวกในการ Backup ข้อมูลระหว่างตัวเครื่องกับ External Hard disk ซึ่งจะต้องทำการตั้งค่าการใช้งานเพื่อกำหนด Folder ต้นทางและปลายทางที่ต้องการ Backup ก่อน
Drive Bays: ออกแบบมายึดติดกับตัวเครื่องไม่สามารถถอดออกได้ มีข้อดีตรงที่เวลาใช้งานเปิดออกมาแล้วเสียบ Hard disk เข้าไปแล้วปิดได้เลย ไม่ต้องยึดน๊อตใดๆ แต่ข้อเสียคือใช้ได้เฉพาะ Hard disk ขนาด 3.5” เท่านั้น

ด้านหลังตัวเครื่อง : มี Port ต่างๆสำหรับการใช้งานเริ่มจากด้านบนลงล่างดังนี้ ปุ่ม Reset, USB 3.0 x2, Gigabit Ethernet x2 และ DC-in power supplies x2


WD Access
WD Access คือ Software ที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบต่างๆ ของ WD NAS ยกตัวอย่าง เช่น Upload File, Open, Map Network Drive, Setting, Properties, Firmware update หรือสามารถสั่ง Shut down WD NAS ได้


ซึ่งสามารถ Download WD Access ได้ที่ URL http://support.wdc.com/downloads.aspx?lang=en


การใช้งาน WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100
ขั้นตอนการใช้งานและการ Settings ค่าต่างๆ ของ WD My Cloud Pro PR4100 สามารถเข้าผ่าน WD Access เลือก Settings หรือเข้าผ่าน Web browser พิมพ์ IP Address ป้อน User name และ password แล้วกดปุ่ม Login เพื่อทำการ Login เข้าสู่ระบบ


Home
เมื่อทำการ Login เข้ามาแล้ว จะเข้าสู่หน้า Home ซึ่งการออกแบบ User Interface จะออกแบบโทนน้ำเงิน เทา ดำ ดูเรียบง่าย สบายตามี Menu ต่างๆอยู่ด้านบน หากเราต้องการไป Setting Menuใด ก็เลือกไปที่ Menu นั้นๆซึ่งสามารถเลื่อนซ้าย/ขวาได้ ในหน้า Home นี้จะแสดงรายละเอียดต่างๆของ WD My Cloud Pro PR4100 ประกอบไปด้วย
- Capacity ต่างๆที่ใช้ไปและที่เหลืออยู่ รวมถึงพื้นที่ของ File แต่ละประเภทว่าใช้พื้นที่ไปจำนวนเท่าใด
- Device Info จะบอกถึงสถานะของเครื่องว่าเป็นอย่างไรบ้าง และรายละเอียด Firmware
- Network Activity จะแสดงสถานะการใช้งาน Network, CPU และ RAM
- จำนวน Cloud Device, User และ จำนวน Application ที่ได้ทำการติดตั้งบน WD My Cloud Pro PR4100


Users
Menu Users จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการ Add, Delete User ผู้ใช้งานระบบ สามารถทำได้โดยการ Add ที่มุมล่างซ้าย  

เมื่อ Add New User แล้ว ให้ทำการป้อน User Name, First Name, Last Name, Email และ Password ที่ต้องการ


User Group
การ Add User Group สามารถทำได้โดยการ Click ที่ New User Group ทางมุมซ้ายล่าง โดยสามารถเลือกได้ว่า จะให้ User คนใดบ้างอยู่ใน User Group ใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นมา

เราสามารถดู User Profile ได้ว่า User แต่ละคนอยู่ภายใน Group ใดและสามารถจัดการรายละเอียดอื่นๆของแต่ละ User ได้


Shares
Menu Shares จะบริหารจัดการเกี่ยวกับ Share Folder ต่างๆ ว่าต้องการที่จะเปิด Service ตัวใดบ้าง เช่น Recycle Bin, Media Service, FTP หรือกำหนดว่าต้องการที่จะให้ User ใดบ้างสามารถใช้งาน Share Folder นี้ได้ โดยการบริหารจัดการ Share Folder หรือ Service ต่างๆสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยแต่ละ Service จะมี Switch เปิด-ปิด การทำงาน ซึ่งในจุดนี้ถือว่า WD My Cloud ได้ออกแบบ Interface มาให้ใช้งานได้ดีทีเดียว


Cloud Access
Menu Cloud Access จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการให้บริการ Cloud Service โดยจะบริหารจัดการเกี่ยวกับ Cloud Account ต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถตรวจสอบ Status ของ Cloud Access ได้อีกด้วย


Backups
Menu Backups จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการ Backup ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็น USB Backups, Remote Backups, Internal backups, Cloud Backups และ Camera Backups ได้ โดยสามารถทำการ Create Job Schedule ในการ Backup ของแต่ละส่วนได้


Storage
Menu Storage จะบริหารจัดการเกี่ยวกับ Storage ต่างๆของเครื่อง เช่น RAID, Disk Status, iSCSI แล Volume Virtualization ได้

ตัวอย่างการใช้งาน Disk Status เพื่อตรวจสอบว่า Hard disk ที่ใช้งานภายในเครื่องมีสถานะในการใช้งานเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งขนาดพื้นที่ของ Hard disk, อุณหภูมิของ Hard disk แต่ละตัว รวมถึง Disk Health ด้วย


Apps
Menu Apps จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการ Install/Uninstall Application ต่างๆบนเครื่อง WD My Cloud

โดยสามารถทำการค้นหาและติดตั้ง Application ต่างๆที่ต้องการใช้ได้


Settings
Menu Settings จะบริหารจัดการเกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆของเครื่องทั้งหมด โดยแบ่งหมวดหมู่การใช้งานตาม Menu ด้านซ้ายมือ ซึ่งได้แก่ General, Network, Media, Utilities, Notification และ Firmware Update โดยมี Switch ON/OFF ไว้ในการเปิด-ปิด Services ต่างๆ

Network: จะเป็น Menu ที่ใช้ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการตั้งค่า Network Services ต่างๆ และ IP Address เป็นต้น


Read/Write Data Test
หลังจากที่ได้ดูรายละเอียดในเรื่องของ Function และ Feature ต่างๆของ WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 แล้ว ตอนนี้เราจะมาทำการทดสอบประสิทธิภาพและความเร็วการ Read / Write ข้อมูลของ Hard disk ดูว่าผลจะเป็นอย่างไรนะครับ โดยจะทำการทดสอบ 2 Scenario นะครับ
***หมายเหตุ*** ความเร็วในการ Read / Write ข้อมูลของ Hard disk กับความเร็วในการ Transfer File ผ่าน Network คนละส่วนกันนะครับ
Scenario แรก จะเป็นการ Copy File จากเครื่อง Notebook ไปยัง WD My Cloud PR4100 ผ่านสาย Gigabit LAN นะครับโดยใช้ File ขนาด 3.37 TB ซึ่งการ Read ของ Hard disk จะอยู่ประมาณ 6.2 MB/s และการ Write จะอยู่ประมาณ 4.4 MB/s

Scenario ที่ 2 จะเป็นการ Copy File จากเครื่อง WD My Cloud PR4100 ไปยัง Notebook ผ่านสาย Gigabit LAN เช่นเดิมนะครับ ซึ่งผลการ Read ของ Hard disk จะอยู่ประมาณ 11.3 MB/s และการ Write จะอยู่ประมาณ 9.3 MB/s

จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานและความเร็วการ Read / Write ข้อมูลของ WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 ในการใช้งานจริงอยู่ที่ประมาณ 4.4 – 11.3 MB/s ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานโดยทั่วไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการใช้งาน จำนวน User และระบบ Network ประกอบกันอีกทีนึงครับ

Torrent: Transmission app
Transmission Application เป็น App ที่ใช้ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับ File พวก Bit-Torrent ต่างๆ ซึ่งต้องทำการ Download มาติดตั้งก่อนจาก Menu Apps

ในการใช้งาน ให้เลือก File Bit-Torrent ที่ต้องการ Download หรือสามารถป้อน URL ที่ต้องการ Download ได้

เราสามารถ Monitor เพื่อดู Progress ได้ว่าแต่ละ Task มีความคืบหน้าในการ Download รวมถึง Pause Control Task ได้

สรุป ข้อดี-ข้อเสีย ของ WD My Cloud Pro Series รุ่น PR4100 หลังจากที่ได้ทำการทดลองใช้งานนะครับ
ข้อดี
  • วัสดุ อุปกรณ์ ของตัวเครื่องดูแข็งแรง ทนทานดี
  • ไม่ต้อง Setup Firmware เนื่องจากถูก Setup มาจากโรงงานแล้ว
  • User Interface ดูสวยงาม สบายตา ใช้งานง่าย
  • Menu การใช้งานต่างๆ มีน้อย ง่ายและเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป
  • เหมาะสำหรับใช้งานประเภท SOHO (Small Office / Home Office)
ข้อเสีย
  • ไม่มี Port HDMI
  • ตัวเครื่องใส่ได้เฉพาะ hard disk ที่มีขนาด 3.5” เท่านั้น

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รีวิว แบบเจาะลึกกับ Asustor NAS รุ่น AS6204T

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ SIS ที่ให้ Asustor NAS รุ่น AS6204T มาให้ NASSHOP ได้ทดลองใช้งานและเขียนรีวิวในครั้งนี้นะครับ ซึ่ง Asustor NAS รุ่น AS6204T เป็น NAS ขนาด 4 Bays มีรายละเอียดของ Hardware ดังนี้

CPU: Intel Celeron 1.6GHz Quad-Core (burst up to 2.08~2.24GHz) Processor
AES-NI hardware encryption engine integrated
Hardware acceleration engine supported format: H.264 (AVC), H.265 (HEVC), MPEG-4 Part 2, MPEG-2, VC-1
Memory: 4GB SO-DIMM DDR3L (2GB x 2, Expandable. Max 8GB)¹
HDD: 2.5" / 3.5" SATA II/ III or SSD x 4² Compatibility
Supports Hot Swappable Drives
Expansion: USB 3.0 x 3, USB2.0 x 2, eSATA x 2
Network: Gigabit Ethernet x 2
LCD Panel
Output: HDMI 1.4b x 1, S/PDIF x1
System Fan: 120mm x 1
Infrared Receiver
Audio Output: S/PDIF
Input Power Voltage: 100V to 240V AC
Certification: FCC, CE, VCCI, BSMI, C-TICK

Hardware
กล่องบรรจุภัณฑ์ : ออกแบบมาสวยงาน พิมพ์รายละเอียดรุ่น, Function และ Features ต่างๆไว้ข้างกล่อง โดยที่ด้านบนกล่องมีหูหิ้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนะครับ

ด้านหน้าตัวเครื่อง : ออกแบบมาสวยเด่นด้วย Logo Asustor สีเงินที่นูนออกมา มีปุ่ม Power และปุ่ม Function Control ขนาดใหญ่ กดง่ายสะดวกต่อการใช้งาน ไฟ LED Power on แถบสีน้ำเงินยาวและไฟแสดงแสดงสถานะการทำงานของ Hard disk สีเขียวดูสวยงามดีครับ (แต่หากตั้งเครื่องเปิดใช้งานในห้องนอน แสงอาจจะแยงตาได้ในตอนกลางคืน) และมีจอ LCD แสดงผลขนาด 2 บรรทัด
ด้านล่างของตัวเครื่องมีไฟแสดงสถานะการทำงานของ Network, Port USB 3.0 และปุ่ม Fast Copy เพื่ออำนวยความสะดวกในการ Backup ข้อมูลระหว่างตัวเครื่องกับ External Hard disk ซึ่งจะต้องทำการตั้งค่าการใช้งานก่อนใน ADM (Asustor Data Master) ว่า Folder ต้นทางและปลายทางที่ต้องการ Backup ผ่าน Fast Copy คือ Folder ไหน

Drive Bays : ออกแบบมาดูแข็งแรงทนทานมาก เพราะด้านในเป็นอลูมิเนียมและประกบด้วยพลาสติกแข็งด้านนอกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งรองรับได้ทั้ง Hard disk ขนาด 2.5” และ 3.5” ที่มีความจุต่อลูกสูงสุด 10TB

ด้านหลังตัวเครื่อง : มี Port ต่างๆสำหรับการใช้งานอย่างครบครัน เริ่มจากด้านบนลงล่างดังนี้ S/PDIF x1, HDMI x1, eSATA x2, USB 2.0 x2, USB 3.0 x2, ปุ่ม Reset, Power Adaptor และ ช่องสำหรับคล้องสาย Lock ตัวเครื่อง


Asustor Control Center
Asustor Control Center คือ Software ที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบต่างๆ ของ Asustor ซึ่งประกอบด้วย Menu ต่างๆดังนี้
- Scan : ทำหน้าที่ในการค้นหาเพื่อบริหารจัดการ Asustor NAS ที่อยู่ภายในระบบ Network
- Open : Asustor Control Center ทำการเปิด Web browser และ connect ไปยังหน้า ADM login หรือเพื่อเริ่มต้น initialization ADM.

- Connect : บริหารจัดการเกี่ยวกับ Network File Sharing  

- ADM Update : เป็น Menu ที่ใช้ในการ Update ADM ผ่าน Asustor Control Center
- Services : เป็น Menu ที่ให้บริการเกี่ยวกับ Photo Gallery และ Surveillance Center

- Action เปรียบเสมือน Menu ที่ใช้ในการจัดการเกี่ยวกับ Device Manager ต่างๆ เช่น WOL หรือ Shutdown เป็นต้น

การ Setup ADM
ขั้นตอนการ Setup ADM นั้นสามารถทำการ Setup ได้ง่ายมากๆผ่าน Setup Wizard ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1. หน้าแรก Welcome Page เราสามารถทำการเลือกได้ว่าจะทำการ Setup ADM ผ่าน Quick Setup หรือ Custom Setup ในที่นี้1-Click Setup แต่ NASSHOP ขอทำการ Setup ผ่าน Custom Setup

2. ลำดับต่อไปจะเป็นกำหนด Basic Settings ซึ่งจะเป็นการกำหนด Server name และ Admin password โดยกรอกรายละเอียดที่ต้องการลงไป แล้วคลิก > เพื่อไปยังขั้นตอนถัดไป

3. กำหนดค่า Date & Time แล้วคลิก >

4. กำหนดรายละเอียดของ Network ในกรณีที่เราเสียบสาย LAN เข้าพร้อมกันทั้ง 2 ช่อง เราสามารถทำการ Setup จากขั้นตอนนี้ว่าต้องการที่จะทำ Link Aggregation หรือไม่ แล้วคลิก >

5. Volume Settings เป็นการกำหนดว่าต้องการที่จะ Setup Hard disk RAID เป็นแบบไหน ในกรณีที่มี Hard disk มากกว่า 1 ลูก ซึ่งในที่นี้จะทำการ Setup เป็น RAID แล้วคลิก >

6. รอจนกระทั่งการ Setup ADM จะเสร็จสมบูรณ์

7. ขั้นตอนสุดท้าย จะเป็นส่วนของการ Register Asustor Account ซึ่งเราสามารถทำการ Register โดยใช้ Email ได้เลยหรือจะ Skip ขั้นตอนนี้ไปแล้วไป Register ในภายหลังก็สามารถทำได้เช่นกัน

หมายเหตุ : การ Download Application ต่างๆของ Asustor จำเป็นที่จะต้องทำการ Registor Account ก่อน หากสามารถทำได้ในขั้นตอนนี้ก็จะเป็นการดีครับ



ADM Web Management
User Interface ของ ADM (Asustor Data Master) ถือว่าออกแบบมาสวยงาม และใช้งานได้ง่ายทีเดียวครับ แยก Menu การจัดการต่างๆออกอย่างชัดเจน ซึ่ง Default Menu มีเพียง 11 Menu เท่านั้น แต่เราสามารถทำการ Download Application ต่างๆที่ต้องการใช้งานเพิ่มเติมได้ผ่าน App Central



Menu ต่างๆบน ADM
- Access Control : ทำหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับ User ต่างๆที่จะเข้ามาใช้งานบน Asustor NAS

- Activity Monitor : เป็นหน้าจอแสดงสถานะการทำงานต่างๆของเครื่อง เช่น CUP, Memory หรือ Network เป็นต้น

- Application Central : เป็นศูนย์รวม Application ต่างๆของ Asustor เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาทำการ Download ที่ต้องการได้เพิ่มเติม จากการทดสอบ Download แล้ว ค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการ Download และติดตั้งนานพอสมควร


- Backup & Restore : เป็นส่วนที่บริหารจัดการเกี่ยวกับการ Backup และการ Restore ต่างๆ เช่น FTP Backup, Internal Backup และ External Backup เป็นต้น

- External Devices : เป็นส่วนบริหารจัดการเกี่ยวกับอุปกรณ์ External ที่ต่อพ่วงต่างๆ เช่น Disk, Printer, Wifi และ UPS เป็นต้น

- File Explorer

- Settings : เป็นส่วนการบริหารจัดการระบบต่างๆ เช่น การ Cofig Network, Hardware หรือ Notification ต่างๆ เป็นต้น

Storage Manager : ใช้ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับ Storage ต่างๆเช่น Volumes, Disk หรือ iSCSI เป็นต้น

- System Information : เป็นรายละเอียดต่างๆของระบบ เช่น Network, Log หรือ Online User เป็นต้น

- Download Center : เป็น Application ที่ใช้ในการ Download File ต่างๆ เช่น Bit Torrent เป็นต้น


Surveillance Center
หากใครต้องการที่จะนำ Asustor NAS ไปใช้กับกล้องวงจรปิดที่เป็น IP Camera ถือว่าคุ้มค่ามากๆครับ เนื่องจากว่า Asustor ให้ License มาฟรีถึง 4 License หรือ สามารถต่อเข้ากับกล้อง IP Camera ได้ถึง 4 ตัวเลยทีเดียว ซึ่ง Function และ Feature ของ Surveillance Center ของ Asustor จะเป็นอย่างไรบ้างติดตามรายละเอียดได้เลยครับ
ลำดับแรกต้องทำการ Install Application Surveillance Center ก่อนซึ่งสามารถเข้าไปทำการ Download และ Install ได้จาก App Center

หลังจากที่ Install Surveillance Center เสร็จเรียบร้อยแล้ว Application จะ Require ให้ทำการ Download และ Install Client Application บนเครื่องเราด้วย นั่นก็คือ Surveillance Center Component (ASTComponent) ซึ่งตัวนี้จะเป็น User Interface ที่ใช้ในการบริหารจัดการกล้อง IP Camera ของเราครับ

หลังจาก Install ASTComponent เสร็จเรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อไปเราจะลองเรียก Surveillance Center ขึ้นมาใช้งาน โดยทำการเรียกผ่าน Asustor Control Center ที่ Menu Service --> Surveillance Center และป้อน User name และ Password

Surveillance Center จะถูกเรียกขึ้นมาใช้งาน ซึ่งจะแสดง Layout ออกเป็น 4 ส่วน ที่ Menu Live View แต่ในที่นี้ยังไม่สามารถแสดงภาพจากกล้องได้ ต้องทำการ Add กล้องก่อนครับ

การ Add กล้อง IP Camera สามารถทำได้จาก Menu Settings --> Camera แล้วทำการเลือก Add กล้องเป็นแบบ Manual หรือสามารถทำการ Add แบบอัตโนมัติได้ผ่าน Wizard ที่ Quick Start ซึ่งอาจจะไม่สามารถ Add กล้องบางรุ่นได้ แต่สามารถทำการ Add ได้ผ่านวิธี Manual ดังนั้นผมจะทำการทดลอง Add กล้อง IP Camera เป็นแบบวิธี Manual นะครับ

หลังจากคลิกเลือก Camera แล้วให้คลิก Add

ลำดับต่อไปเลือก Yes เพื่อทำการค้นหากล้อง IP Camera ที่อยู่ภายใน Network ทั้งหมดแล้วคลิก >

เลือกกล้อง IP Camera ที่ต้องการ Add เข้ามาแล้วคลิก >
หมายเหตุ : ควรเข้าไปทำการ Fix IP Address ของกล้องแต่ละตัวก่อน ในกรณีที่เป็นกล้องใหม่ ยังไม่เคยใช้งาน


ลำดับต่อไป หลังจากเลือกกล้องที่ต้องการแล้ว เราต้องทำการทดสอบการเชื่อมต่อ ซึ่งจะต้องป้อน User name และ Password เพื่อทำการ Connect แล้วคลิก Test จะปรากฎภาพ ขึ้นมา หากการเชื่อมต่อสำเร็จ แล้วคลิก >

ลำดับต่อไปจะเป็นการกำหนดค่าต่างๆของการบันทึก Video ว่าต้องการเลือก Resolution หรือ Frame rate ในการบันทึกมากน้อยขนาดไหน

หลังจากที่ทำการ Add กล้อง IP Camera เข้ามาทั้งหมดแล้ว เราสามารถเลือกประเภทของการบันทึกของกล้องแต่ละตัวได้ จาก Menu Record

รายละเอียดในส่วนนี้จะเป็นการกำหนดว่า ในวันใด เวลาใด ต้องการบันทึก Video เป็นแบบไหน เช่น บันทึกต่อเนื่อง หรือ Motion Detection ซึ่งตรงจุดนี้ถือว่าดีมากๆครับ

ทั้งนี้ผมได้ทำการทดสอบเลือกบันทึกแบบต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 8:00 – 18:00 ส่วนเวลาอื่นๆ ให้บันทึกแบบ Motion Detection ของทุกๆวันครับ

เมื่อกลับมาดูที่ Live View จะมองเห็นกล้องทั้งหมดที่เราได้ทำการ Config ไว้ ซึ่งไฟสีเขียวคือกล้อง Online อยู่ และ สีแดงคือกล้องกำลังทำการบันทึก Video อยู่

เราสามารถทำการคลิกที่กล้องแต่ละตัวเพื่อทำการบันทึกเป็นรูปภาพได้

นอกจากนั้น ใน Menu Settings ยังมี Menu อื่นๆที่น่าสนใจอีกดังนี้
- กำหนด Storage Quota และ Path ที่ใช้ในการบันทึก Video ว่าเราต้องการที่จะเก็บ File Video นั้นไว้ที่ไหน และความยาวของ Video ต่อ 1 File นั้น จะมีระยะเวลากี่นาที เป็นต้น

- สามารถเพิ่มรูปแผนที่ แผนผัง โครงสร้างต่างๆ เพื่อให้สะดวกต่อการดูว่า กล้องแต่ละตัวถูกติดตั้งไว้ที่ใดได้


- ตรวจสอบจำนวน License ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และจำนวน License สูงสุดซึ่งมีมากถึง 25 License

- สามารถสร้าง Notification หรือ Alert ของกล้องแต่ละตัวได้ ว่าถ้ามี Event ที่เราเลือกไว้ได้เกิดขึ้น สามารถส่ง Email หรือ SMS ไปแจ้งเตือนเราได้

- สามารถเลือก Video Playback ได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถเลือก วัน เวลา และกล้องที่ต้องการ Playback ได้


สรุป ข้อดี-ข้อเสีย ของ Asustor NAS รุ่น AS6240T หลังจากที่ได้ทำการทดลองใช้งานนะครับ

ข้อดี

  • วัสดุ อุปกรณ์ ของตัวเครื่องดูแข็งแรง ทนทาน
  • ขั้นตอนการ Setup Firmware สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงคลิกไม่กี่ขั้นตอน ทำให้ง่ายสำหรับมือใหม่
  • User Interface ดูสวยงาม สบายตา
  • การใช้งาน Menu ต่างๆ สามารถใช้งานได้ง่าย และมีเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป
  • Surveillance Center ฟรี License ถึง 4 License

ข้อเสีย
    • การ Install Application จาก App Center ใช้เวลานานมากกกก ถึงแม้จะเป็นเพียง Application ตัวเล็กๆ หากปรับปรุงในส่วนนี้ได้จะถือว่าดีทีเดียวครับ