วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

การ Access เครื่อง NAS ด้วย Windows Explorer และการ Map Drive

มีหลายๆคนที่อาจจะยังสงสัย และไม่เข้าใจว่าจะสามารถใช้เครื่อง Notebook หรือเครื่อง PC ทำการ Connect เพื่อใช้เก็บข้อมูล, ไฟล์งาน, รูปภาพ หรือ Multimedia ต่างๆ ไว้ใน NAS ที่บ้าน หรือที่องค์กรได้อย่างไร  วันนี้เราจะมาพูดถึงขั้นตอน และวิธีการ Connect เครื่อง NAS โดยใช้ Notebook หรือ PC ที่เป็นระบบปฏิบัติการ (OS) Windows นะครับ หากเป็น MAC Book หรือ Linux ขั้นตอนและ Menu อาจแตกต่างออกไป แต่จะใช้ Concept เดียวกัน

ลักษณะการต่อใช้งานพื้นฐานภายในบ้านเราจะต่อ NAS เข้ากับด้านหลัง Router หรือ Switch ผ่านสาย LAN ภายในองค์กรหรือบริษัทอาจมีอุปกรณ์พวก Firewall ต่อเพิ่มเข้ามาด้วย และอุปกรณ์ Notebook หรือ PC ที่จะ Connect เข้ามาใช้งาน NAS สามารถ Connect เข้ามาใช้งานผ่าน Wi-Fi หรือสาย LAN ก็ได้ดังรูป


ลำดับแรก ต้องรู้ก่อน IP ของ NAS คืออะไร?
ลำดับแรกที่สำคัญที่สุดใน Connect ไปยังเครื่อง NAS ที่ต้องการ เราต้องรู้ว่า IP ของ NAS ที่ต้องการ Connect นั้น IP อะไร? หากไม่ทราบเราสามารถใช้ Software ของ NAS นั้นๆค้นหา IP ได้ดังรูป

QNAP Qfider: ใช้ค้นหาและจัดการ QNAP NAS


Synology Assistant: ใช้ค้นหาและจัดการ Synology NAS


โดยปกตินั้นจะเราจะทำการ Fix IP เพื่อไม่ให้ IP ของ NAS เปลี่ยนไปเมื่อเราทำการปิด-เปิด Router ใหม่
QNAP Qfider และ Synology Assistant สามารถ Download ได้ตาม link ดังต่อไปนี้
http://nasknowledge.blogspot.com/p/download_24.html

การค้นหาและใช้งาน NAS ผ่าน Network ของ Windows Explorer

เราสามารถค้นหา NAS ผ่าน Network ของ Windows Explorer ได้ โดยการการเปิด Windows Explorer ขึ้นมาแล้วไปเลือกที่ Network ก็จะปรากฏชื่อของ NAS ที่มองเห็นในระบบ Network ซึ่ง Notebook หรือ PC บางเครื่องอาจมองไม่เห็น NAS ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับการ Configuration Windows Firewall


จากรูปเราจะสังเกตเห็นได้ว่าชื่อของ NAS ที่ Network จะแสดงผลตรงกับ Software ที่ได้ให้รายละเอียดไว้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละยี่ห้อกันก็ตาม ซึ่งเราสามารถ Click ที่ NAS เพื่อทำการ Access เข้าไปใช้งานได้

เลือก Access Share Folder ที่ต้องการใช้งาน
เราสามารถ Double Click Folder เพื่อเข้าไปใช้งาน Folder บน NAS ได้เสมือนใช้งาน Folder บน Windows ปกติ แต่ลำดับแรกจะต้องทำการป้อน Username และ Password เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าใช้งาน Folder นั้นๆก่อน ซึ่งเราจะใช้งานได้เฉพาะ Folder ที่มีสิทธิ์การเข้าถึงเท่านั้น โดยจะต้องกำหนดไว้ตั้งแต่ตอนที่สร้าง Share Folder บน NAS

การสร้าง Share Folder
Synology NAS: http://nasknowledge.blogspot.com/2015/06/create-share-folder.html
QNAP NAS: http://nasknowledge.blogspot.com/2015/09/create-share-folder-sub-folder-sub.html

เมื่อ Access เข้า Folder มาแล้ว จะสังเกตว่า Address Bar ด้านบนจะแสดง Folder บนเครื่อง NAS ที่เรา Access เข้ามาใช้งาน ซึ่งขณะนี้เราสามารถ Copy, Paste File ต่างๆเข้ามาเก็บไว้บน NAS ได้เลย


การ Access เข้า Folder ผ่าน IP Address


เมื่อเรา Double Click Folder เพื่อเข้าไปใช้งาน Folder จะต้องทำการป้อน Username และ Password ก่อนเช่นกัน


สร้าง Shortcut Folder บน NAS ด้วยการ Map Drive
ในกรณีที่เราใช้งานบาง Folder บน NAS บ่อยๆ การที่จะต้องนั่งพิมพ์ IP Address เพื่อเข้าใช้งานผ่าน Network ทุกๆครั้งนั้นก็ไม่สะดวกมากนัก เพราะต้องคอยมานั่งพิมพ์ IP Address และ Username ทุกครั้ง (หากไม่ได้ให้เครื่อง Notebook หรือ PC จดจำ Password ให้) เพื่อแก้ปัญหานี้และเพื่อความสะดวกต่อการใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows จึงมี Function หนึ่งขึ้นมา ซึ่งเรียกว่าการ Map Drive หรือ Map Network Drive นั่งเอง ซึ่งมีวิธีในการ Map Drive ดังนี้

1. Click ขวาที่ Computer แล้วเลือก Map network drive…


2. กดปุ่ม Browse เพื่อค้นหา Folder บน NAS ที่เราต้องการ Map หรือทำ Shortcut (ในส่วนนี้สามารถพิมพ์ IP Address และตามด้วย Folder ที่ต้องการได้)

หลังจากนั้นทำการเลือกชื่อของ Drive ที่ต้องการ Map แล้ว Click Finish


หรือหากจำชื่อ Folder ไม่ได้ก็สามารถ Click ขวา บนชื่อ Folder หลักแล้วเลือก Map network drive… ก็ได้เช่นเดียวกัน


3. ภายใต้ Computer จะปรากฏ Drive ใหม่ที่เราเพิ่งทำการ Map ขึ้นมา พร้อมใช้งานได้ทันที ในกรณีที่ชื่อของ Map Drive นั้นยาวมาก เราสามารถ Click ขวาเพื่อแก้ไขชื่อได้


จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นขั้นตอนและวิธีการ Access เครื่อง NAS ด้วย Windows Explorer และการ Map Drive ทั้งนี้วิธีการ Access เพื่อเข้าใช้งาน NAS อาจทำได้ด้วยวิธีอื่นๆอีก เช่น Access ผ่าน Application File บน Smart Device หรือ Access ผ่าน Cloud Drive

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวแกะกล่องและการใช้งาน XCubeNAS XN5004R


กราบสวัสดีสมาชิกสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านนะครับ วันนี้ NASSHOP ขอแนะนำ NAS ตัวใหม่ ยี่ห้อ QSAN (คิว-แซน) ที่ NASSHOP จะนำมาทำการตลาดในบ้านเรานะครับ หากพูดถึง QSAN แล้วหลายๆคนอาจยังไม่ค่อยคุ้นหูกับยี่ห้อนี้เท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว QSAN ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 14 ปีแล้วนะครับ ที่ไม่ค่อยคุ้นหูอาจเนื่องจากที่ผ่านมา QSAN จับตลาดที่เป็น Enterprise Class ในกลุ่มของ SAN Storage เป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบัน QSAN ได้หันมาจับกลุ่มตลาดที่เป็น Home Office และ SMB เพิ่มด้วยอีกกลุ่มหนึ่งครับ หากจะพูดถึงเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพแล้วละก็ไว้วางใจได้เลย การันตีจากรางวัลที่ได้รับมากมาย

ในกลุ่ม Product ของ QSAN แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆคือ XCubeSAN, XCubeDAS และ XCubeNAS ซึ่งเราจะ Focus ไปที่ XCubeNAS เป็นหลักนะครับลองดู Video แนะนำตัวของ QSAN ที่เป็น XCubeNAS ได้ดังนี้ครับ


รีวิวแกะกล่องและการใช้งาน XCubeNAS XN5004R
NAS ตัวแรกจาก QSAN ที่จะมาทำการแกะกล่องรีวิว และทดลองใช้งานได้แก่ XCubeNAS XN5004R ซึ่งผมจะทำการรีวิวและทดสอบ ตามหัวข้อต่างๆดังนี้นะครับ
1. Hardware
2. การค้นหาอุปกร์บนเครือข่ายและการ Install Firmware
3. Welcome to XCubeNAS QSM
4. Control panel แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน Config ง่าย
5. Storage Pool แสนฉลาด
6. Application อื่นๆเพิ่มเติม
7. Option พิเศษที่มีเฉพาะ QSAN QSM
8. สรุป

1. Hardware
XCubeNAS XN5004R จะเป็น Rack Mount ขนาด 1U มีขนาด 4+2 Bays คือรองรับ HDD ขนาด 3.5” LFF x4 และ 2.5’’ SFF x2 นะครับ ซึ่ง HDD ขนาด 2.5” นั้น ถูกออกแบบมาให้ใช้งานเป็น SSD Cache เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ XCubeNAS XN5004R และไม่สูญเสีย Bay หลักในการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถใช้งาน Drive Bay 2.5” ในการ Set RAID แบบปกติ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งานของตัวเครื่องได้เช่นกันครับ

Hardware Spec ของ XCubeNAS XN5004R มีรายละเอียดดังนี้
CPU: Intel® Celeron® 2.9 GHz Dual-Core Processor
RAM: 8GB DDR4 U-DIMM, up to 64GB
USB: USB 3.0 x4 (Rear), USB 2.0 x1 (Front)
Flash: 8GB USB DOM
HDMI: ​1
Tray Type: 3.5'' HDD tray with lock x4, 2.5'' SSD tray x2
Max. Raw Capacity: 44TB:10TB x4 + 2TB x2
Hard Drive Interface: SATA 6Gb/s (backward compatible with SATA 3Gb/s)
Expansion Slot: PCIe Gen3x8 for 40 GbE / 10 GbE ​/ SAS / Thunderbolt 3.0 adapter cards.
Ethernet Ports: 1 GbE LAN (RJ45) x4
Dimension (H x W x D): 19'' Rackmount:44 x 438 x 510 mm
Power Supply: Dual Power Supply

เริ่มแกะกล่องกันเลย!!! เราก็จะพบกับ QSAN ของเรานอนอยู่ในกล่องซึ่งมีโฟมกันกระแทกคอยหุ้มอยู่รอบๆ และกล่องเก็บสายไฟและคู่มือต่างๆนะครับ

ภายในกล่องเล็กก็จะประกอบไปด้วยคู่มือ สายไฟ และน๊อตสำหรับยึด Hard Disk นะครับ

ตัวเครื่องของ QSAN รุ่น XN5004R จะออกแบบมาให้ Drive Bay ของ SSD วางอยู่ตรงกลางด้านหน้าของตัวเครื่อง และจุดที่ใช้สำหรับการ Slide เพื่อ Lock และปลด Lock Drive Bay ต่างๆจะออกแบบมาให้เป็นสีเขียวอ่อนนะครับ

ยี่ห้อ และ รุ่น จะพิมพ์อยู่ด้านหน้าซ้าย ของตัวเครื่อง

SSD Drive Bay จะวางตำแหน่งอยู่ตรงกลาง หากเราต้องการถอดออกมา เราเพียงบีบตัว Lock สีเขียวแล้วดึงออกมาตรงๆได้เลย

ด้านขวาของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย Switch Power On, USB 2.0 และ ไฟแสดง Status ต่างๆ

มาดู Port ต่างๆทางด้านหลังของตัวเครื่องกันต่อเลย จะประกอบไปด้วย USB 3.0 จำนวน 4 Pot, 1 GbE LAN (RJ45) จำนวน 4 Port และ ปุ่มสำหรับใช้ในการ Reset, MUTE และ Unit Identification (UID)

ส่วนทางด้านขวาก็จะมี Port HDMI และ Expansion Slot สำหรับไว้ต่อกับ Adapter cards ต่างๆ

Hard disk ที่ใช้สำหรับการทดสอบครั้งนี้จะเป็นของ Toshiba และ SSD จาก Intel นะครับ

หลังจากที่ประกอบ Hard disk เข้าเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาเริ่มการทดสอบกันเลย Power On…


2. การค้นหาอุปกร์บนเครือข่ายและการ Install Firmware
ก่อนอื่นเราต้องทำการ Download และติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ในการค้นหาและจัดการ QSAN ในเครือข่ายก่อนคือ QFinder ซึ่งสามารถ Download มาติดตั้งได้ที่ https://www.qsan.com/en/software.php?no=21A6B1C8
และการ Install Firmware ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการ Double Click บน IP ที่ต้องการ

และทำตาม Wizard ที่ปรากฏขึ้นมา

เพียง 4-5 ขั้นตอน QSAN เราก็พร้อมที่จะใช้งานแล้วครับ สำหรับมือใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายๆเลย แต่ในเบื้องต้น เราต้องรู้ก่อนว่า Hard disk ที่เราต้องการใช้งานในระบบ เราต้องการ Setup เป็น RAID อะไรและต้องแบ่งพื้นที่การใช้งานแบบไหนบ้าง เท่านั้นเอง


3. Welcome to XCubeNAS QSM
หน้าจอแรกหลังจากที่เราได้ทำการ Login เข้ามาในส่วนของ QSM (QSAN Storage Manager) ก็จะเจอ Welcome to QSM ซึ่งจะเป็น Wizard ที่ช่วยในการสร้าง QSAN ID

ซึ่งการสร้าง QSAN ID จะเป็นการ Register เพื่อใช้บริการ Services ต่างๆจากทาง QSAN นะครับ ในส่วนนี้ผมขออนุญาตข้ามไปก่อน แต่หากท่านซื้อมาใช้งานที่ออฟฟิศแล้วแนะนำให้ Register ไว้ครับ

เมื่อปิด Wizard การสร้าง QSAN ID ลงไปก็จะเจอกับ หน้า Home ของ QSM ที่บอกได้ว่า เรียบง่ายมากๆ มีเฉพาะ Shortcut ที่จำเป็นๆ และใช้งานบ่อยๆเท่านั้น เช่น File Manager, Backup, Monitor และ Cloud Sync แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำการเพิ่ม Shortcut อื่นๆบนหน้า Home ได้ ส่วนด้านล่างสุดของจอจะมี Menu หรือ Shortcut ซ่อนอยู่ 3 อันคือ Control panel, App และ Recycle Bin

Design และ Interface ต่างๆของ DSM เรียกได้ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกับ Application ในตระกูล Mac มากกว่า Windows เนื่องจาก Menu bar และ Control ต่างๆจะอยู่มุมบนซ้ายของ Application สำหรับคนที่คุ้นเคยกับ Interface ของ Windows อาจปรับตัวนิดหน่อยนะครับ

หากหา Menu สำหรับ Restart และ Shutdown ก็จะอยู่มุมบนซ้ายดังรูปนะคร้าบบบ


4. Control panel แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน Config ง่าย
การ Config ค่าสำคัญต่างๆบน Control Panel ไม่ว่าจะเป็น Network, User Privilege, Storage และ File Sharing ก็สามารถค้นหาและ Config ได้ง่ายๆ ในแต่ละหมวดหมู่ ซึ่ง QSM ได้แบ่งไว้เป็น 4 หมวดคือ System, Storage, File Sharing และ Network Service

และเรื่อง Notification หรือ Log ต่างๆ ก็สามารถ Track ได้ง่ายๆโดยแยกออกเป็น 3 ประเภทคือ System Log, Connection Log และ Application Log


5. Storage Pool แสนฉลาด
ข้อดีในการสร้าง Storage Pool ของ QSM ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกประทับใจคือ ให้เลือกลักษณะของข้อมูลที่จะเก็บใน Pool นั้นๆเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด เช่น Pool สำหรับเก็บ File ต่างๆทั่วไป, Media Streaming และ Database Pool

นอกจากนั้นยังสามารถทำ Auto Tiering เพื่อจัดเรียงลักษณะการเก็บและการเข้าถึงข้อมูล เพื่อการใช้งานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดย Auto Tiering จะทำการแบ่งแยกข้อมูลว่า ข้อมูลส่วนไหนมีการเข้าถึงหรือใช้งานบ่อยที่สุดก็จะเก็บที่ SSD ข้อมูลที่มีการใช้งานปกติก็เก็บที่ SATA และสำหรับข้อมูลที่นานๆจะใช้งานทีก็เก็บที่ PCIE-SSD เป็นต้น


6. Application อื่นๆเพิ่มเติม
Application อื่นๆที่มีมาให้ใน QSM จะมีเฉพาะส่วนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆและจะออกไปในแนวใช้งานในองค์กรเป็นหลัก เช่น Backup, Cloud Sync, Hypervisor Manager, VPN, Antivirus, SQL Server และ Web Server ซึ่งหากเทียบกับแบรนด์อื่นแล้วในส่วนนี้อาจเป็นรองพอสมควร เพราะไม่มี Software ที่เกี่ยวกับ Surveillance Station และ Software 3rd party ต่างๆ


7. Option พิเศษที่มีเฉพาะ QSAN QSM
จากการทดลองใช้งานพบว่ามี 2 Option ที่น่าสนใจ, มีประโยชน์ และแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือ
- WORM เป็น Option ใน Share Folder ที่สามารถกำหนด Property ของ Folder ว่า ไม่อนุญาตให้ แก้ไข ลบ หรือทำการใดๆเกี่ยวกับ File ใน Folder นี้เลยนอกจาก Ready Only ในระยะเวลาที่กำหนด หรือ ตลอดไป อาจใช้กับ File ที่สำคัญและไม่มีการแก้ไขใดๆเลย หรือ เพื่อป้องกันการโจมตี File ที่สำคัญๆจาก Virus และ Ransomware

เมื่อทำการทดสอบแก้ไข หรือลบ File จะไม่สามารถทำได้

- Tags ถือว่าเป็น Option ที่อำนวยความสะดวกในการ เข้าถึงกลุ่มของ Folder หรือ File ต่างๆ โดยเราสามารถทำการ Assign Tags สีต่างๆเพื่อจัดกลุ่มการเข้าถึง Folder ได้

เมื่อเราทำการ Click Tags สีต่างๆที่ได้ทำการ Assign ไว้แล้ว กลุ่มของ Folder หรือ File ที่เราทำการติด Tags จะปรากฏขึ้นมาทางด้านขวามือเลย ถือว่า Tags เปรียบเสมือน Shortcut ที่น่าสนใจมากทีเดียวครับ ลดระยะเวลาการค้นหา Folder ที่เราเก็บไว้ในที่ต่างๆได้เป็นอย่างดี


8. สรุป
หลังจากที่ได้ทดสอบการใช้งานแล้วผมถือว่า XCubeNAS XN5004R น่าสนใจที่จะนำมาใช้งานภายในองค์กรมากเลยทีเดียว ในเรื่องของ File Sharing หรือ Data Center ขององค์กร และสามารถสรุปเป็นข้อดี-ข้อเสียได้ดังนี้นะครับ
ข้อดี
1. QSAN จับตลาดในส่วนที่เป็น Enterprise Class ในกลุ่มของ SAN Storage เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อหันมาจับตลาด NAS เทคโนโลยีที่มีใน SAN ย่อมถูกถ่ายทอดมายัง NAS เป็นธรรมดา ดังนั้นจึงสบายใจได้ในเรื่องของคุณภาพและเทคโนโลยี
2. Drive bay ของ XCubeNAS XN5004R ถูกออกแบบมาให้เป็น 4+2 ดังนั้นในการใช้งานจึงไม่ได้เสีย Bay หลักไป หากต้องใช้ SSD Cache
3. Storage Pool สามารถกำหนดประเภทข้อมูลที่ต้องการเก็บได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องประสิทธิภาพและเวลาในการทำงาน
4. User Privilege สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง Sub-Folder ได้
5. ใช้งานง่าย และมี Option เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เช่น WORM และ Tags
ข้อเสีย
1. มี Application จำกัด ไม่สามารถ Download หรือ Install เพิ่มเติมได้ในปัจจุบัน (Feb-2018)
2. ไม่มี Application ที่จัดการพวก Surveillance Station หรือ กล้อง IP Camera ต่างๆ
3. เหมาะสำหรับการใช้งานภายในองค์กรมากกว่าการใช้งานเป็น Home Use ทั่วไป
4. Option WORM หากระบุ Option เป็น Forever จะไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้เลย หากต้องการแก้ไขควรที่จะระบุเป็น Retention Date แทน

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Cloud Station Backup

01.jpg

“Share File ใช้ร่วมกัน File หาย ใครลบ ทำอย่างไรดี ???”
ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ของการ Share File ใช้ร่วมกันคือ “File หาย ใครลบไปหรือเปล่า หาไม่เจอ” ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยวิธีการทำ Backup นั่งเอง แต่ไม่ใช่การ Backup แบบ Manual ที่ต้องคอย Copy ไปไว้ยังที่ต่างๆ เพราะบางทีอาจหาไม่เจอ หรือหาเจอ แต่ Version ดันไม่ใช่ตัว Update ล่าสุด ยุ่งวุ่นวาย กันเข้าไปอีก!
นี่คือสาเหตุของการทำ Auto Backup โดยใช้ Cloud Station Backup ซึ่งตัว Application นี้จะทำหน้าที่คอย Backup หรือ Upload File ต่างๆที่เราใช้ร่วมกันขึ้นไปเก็บไว้ยัง NAS และเมื่อมีการแก้ไขข้อมูล Cloud Station Backup จะทำหน้าที่เก็บเป็น Version ให้โดยอัตโนมัติ และที่สำคัญที่สุดหากมีคนใดคนนึง เผลอลบ File ออกไปจาก Share Folder แต่ File เดียวกันนี้จะไม่ถูกลบออกไปจาก Cloud Station Backup และสามารถ Download กลับมาไว้ยัง Share Folder ดังเดิมได้

การ Setup Cloud Station Server เพื่อใช้งาน Cloud Station Backup
1. ทำการติดตั้ง Cloud Station Server ไว้ที่เครื่อง Synology NAS ในกรณีที่ยังไม่ได้ติดตั้งมาก่อน โดยการโหลดมาจาก Package Center

2. เปิด Application Cloud Station Server ขึ้นมาเพื่อทำการ Setup ให้สามารถใช้งาน Cloud Station Backup ได้ ซึ่งเมื่อเปิด Application ขึ้นมาแล้วจะพบกับหน้าจอ Interface ซึ่งประกอบด้วยเมนูต่างๆดังนี้
02.jpg
- Overview จะแสดงสถานะการทำงานของ Cloud Station Server ซึ่งหน้านี้ เราสามารถ Download Application ที่ต้องการติดตั้งบนเครื่อง Client ได้ ซึ่งมีอยู่ 2 โปรแกรมคือ Cloud Station Drive และ Cloud Station Backup ส่วน DS Cloud จะเป็น Application ที่ติดตั้งบน Smart Device และในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะ Cloud Station Backup เท่านั้น
- Client List จะแสดงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ Connect เข้ามาและทำการ Update/Download/Upload File ต่างๆภายใน Cloud Station Server
- Log จะแสดงรายละเอียด Event ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน Cloud Station Server
- Settings จะเป็นการกำหนดรายละเอียด Folder ต่างๆที่จะใช้ในการ Sync หรือ Backup File ต่างๆจากเครื่อง Client

3. ในเมนู Overview ให้ทำการ Download Application Cloud Station Drive เพื่อติดตั้งบนเครื่อง Client ของเรา เช่น Computer หรือ Notebook

4. จากเมนูเลือก Tab Setting เพื่อทำการ Enable Share Folder ที่เราต้องการเปิดใช้งาน Cloud Station (กรณีที่ยังไม่ได้สร้าง Share Folder เตรียมไว้  ดูรายละเอียด การสร้าง Share Folder)
03.jpg

5. หลังจากที่เราเลือก Share Folder แล้วคลิก Enable การใช้งานแล้วจะปรากฎหน้าต่าง Versioning ขึ้นมา โดยเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้แต่ละ File สามารถเก็บเป็น Version ได้ทั้งหมดกี่ Version ซึ่งจะ Default อยู่ที่ 32 Version และส่วนของ Rotation Policy จะเป็นการเลือกว่า Version ที่เราต้องการ นับต่อจาก Version ก่อนหน้า หรือ ให้เครื่อง Synology NAS ดูตามลำดับความสำคัญของแต่ละ Version โดยใช้ Algorithm ภายในเป็นตัววัดค่าความสำคัญ ซึ่งส่วนนี้เราสามารถใช้ค่า Default ได้คือ นับต่อจาก Version ก่อนหน้า (From the earliest versions)
04.jpg

6. หลังจากที่คลิกปุ่ม OK แล้วจะมี Information ขึ้นมาเพื่อให้ตรวจสอบในเรื่องของสิทธิ์ในการเข้าใช้งานของ Folder ที่สร้างขึ้นมา ในส่วนนี้ให้ทำการคลิก OK
05.jpg

7. เมื่อทำการ Setup Folder สำหรับการใช้งาน Cloud Station สำเร็จ Folder ที่เราเลือกจะมีสถานะเป็น Enabled ซึ่งพร้อมสำหรับการใช้งาน Cloud Station Backup แล้ว
06.jpg

การ Connect เพื่อใช้งาน Cloud Station Backup
1. เปิดโปรแกรมหรือ Application Cloud Station Backup ที่เราติดตั้งบนเครื่อง Computer หรือ Notebook ของเราขึ้นมา แล้วทำการป้อนชื่อเครืองของ Synology NAS หรือ Domain name หรือ Quick Connect ID ที่เราต้องการ Connect
03.jpg

2. เมื่อทำการกด Next หากเราไม่ได้ใช้ Quick Connect ID โปรแกรมจะถามเราว่าต้องการเปลี่ยนเป็น Quick Connect ID หรือไม่ เพื่อสะดวกในการใช้งานนอกสถานที่ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนไปใช้ Quick Connect ID ได้เลย หรือกำหนดค่าภายหลังก็ได้
04.jpg

3. เมื่อ Login ผ่านเข้ามาแล้ว ลำดับต่อไปจะเป็นการเลือก Folder ที่ต้องการ Backup โดยข้อมูลที่อยู่บนเครื่อง Computer หรือ Notebook จะเป็นส่วนของ Backup Source
05.jpg

ส่วน Folder หรือ Path ที่อยู่บน Synology NAS คือ Backup Destination
06.jpg

4. Backup Rules จะใช้ในการกำหนดรายละเอียดในการ Backup ดังนี้
- ขนาดใหญ่สุดของ File ที่ต้องการ Backup
- ประเภท(นามสกุล) ของ File
- ต้องการที่จะ Sync File/Folder ที่ชื่อมีจุด (.) นำหน้า หรือ Temporary File/Folder หรือไม่
- ไม่ลบ File ที่อยู่บน Backup เมื่อ File ที่ Source ถูกลบออกไป (ส่วนนี้เป็นค่า Default ที่สำคัญที่สุด)
07.jpg

5. หลังจากทำการตรวจสอบ Backup Rules แล้วจะพบกับหน้าจอ Summary เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ Folder Source และ Destination ให้ถูกต้องแล้วทำการคลิก Done
08.jpg

6. Cloud Station Backup จะมีหน้าต่าง Pop-up ขึ้นมาเพื่อถามเราว่าต้องการที่จะให้ Read-only หรือไม่ ส่วนนี้คลิก OK
09.jpg

7. หลังจากนั้น Cloud Station Backup จะทำการ Backup ข้อมูลของเราขึ้นไป ซึ่งจะแสดงสถานะการทำงานว่า Backup Completed หรือกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งหน้าต่างนี้จะมี Option อยู่ด้วยกัน 4 Option คือ
10.jpg

- Recent Activities จะแสดงรายละเอียดของ File ที่ได้ทำการ Backup ขึ้นไป รวมถึงสถานะการ Backup
11.jpg

- Version Explorer จะแสดงรายละเอียดของการ Backup ซึ่งสามารถดูได้ในมุมมองตามช่วงเวลาที่มีการ Backup
15.jpg

- Setting จะกลับมายัง Menu การเลือกกำหนด Folder สำหรับการ Backup ทั้งส่วนของ Source, Destination
12.jpg

- Connection จะเป็นรายละเอียดของ Synology NAS ที่เรากำลังใช้งานอยู่
13.jpg

- Option จะเป็นการกำหนดการทำงานของ Cloud Station Backup ว่าต้องการที่จะเริ่มทำงานหลังจาก User คนนั้นทำการ Login เข้าสู่ ระบบเช่น Windows เป็นต้น
14.jpg

หลังจากที่ Cloud Station Backup ทำการ Backup File ต่างๆทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว หากมี File ใดๆใน Folder Source หายไป เราสามารถทำการ Download คืนมาได้ โดยทำการ Login เข้าไปยังส่วนของ Synology DSM หรือเข้าไปยัง Folder ที่ทำการ Backup File นั้นๆไว้ แล้วทำการ Download File นั้นลงมาแล้วทำการ Copy ไปไว้ยัง Share Folder ที่เราใช้งานอยู่