วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การ Backup และ Restore Configuration Setting

การ Backup Configuration Setting เป็นการ Backup Configuration ต่างๆที่เราได้ทำการ Config ไว้บนอุปกรณ์ Synology NAS ซึ่งจะเป็นลักษณะของการ Export Configuration File ออกมาแล้วเก็บไว้บน Backup Drive หรือ แม้กระทั่งบน Computer ของเราเอง เพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีลบ User ออกจากระบบโดยไม่ตั้งใจ หรือ ป้องกันปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับ Network Configuration เป็นต้น ซึ่งการ Backup และการ Restore Configuration Setting นี้ จะ ไม่มีผลกระทบ ต่อข้อมูลต่างๆที่ได้เก็บไว้บนอุปกรณ์ Synology NAS

วิธีการ Backup Configuration Setting มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ทำการ Login เข้าสู่ Synology NAS ซึ่งจะต้องเป็น User ที่อยู่ใน Group ของ Administrator
2. ทำการเปิดหน้าต่างของ Control Panel ขึ้นมาแล้วเลือก Update & Restore


3. Tab Menu ด้านบน เลือก Configuration Backup แล้ว Click ที่ปุ่ม Back up configuration เพื่อทำการ Export Configuration File จาก Synology NAS ออกมา ซึ่งจะเป็น (.dss) File


4. ที่หน้าต่างของ Information จะทำการแจ้งรายละเอียดว่า Configuration ต่างๆเหล่านี้จะถูกทำการ Backup ลงมาได้แก่ User, Group, Share Folder, Workgroup, Domain, and LDAP, Windows File Service, MAC File Service, NFS, FTP, Network Backup, User Home, Password Setting, SNMP และ Task Scheduler จะถูก Export และ Download ลงมาที่เครื่อง Computer ของเรา ให้ทำการ Click ที่ปุ่ม “Yes” และรอจนกระทั้งการ Export File จะเสร็จสมบูรณ์




5. File ที่ทำการ Export ออกมาจะมีชื่อเป็น “ServerName_Date.dss”


6. นำ File ที่ Export ออกมาได้นั้น ไปเก็บไวยังพื้นที่ๆได้เตรียมไว้ ซึ่งควรจะทำการ Backup ทุกๆครั้งในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือ แก้ไข System Configuration ต่างๆ

วิธีการ Restore Configuration Setting มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ทำการ Login เข้าสู่ Synology NAS เลือกที่ Control Panel และ Tab Configuration Backup
2. Click ที่ปุ่ม Restore Configuration


3. Click Browse เพื่อทำการเลือก Configuration File ที่เราได้ทำการ Backup ไว้แล้ว Click Open




4. Click ที่ปุ่ม OK เพื่อเริ่มขั้นตอนการ Restore Configuration


5. เลือก Configuration ต่างๆที่ต้องการ Restore ซึ่งแยกตามหมวดหมู่ได้แก่
- Users, Groups, and Share Folder
- Workgroups, Domain, and LDAP
- File Sharing and Backup Services
- Other Services


6. หากต้องการ Restore Configuration ทั้งหมด ให้เลือกที่ All System Configurations และ Click ที่ Checkbox “Overwrite configuration setting” หากต้องการเขียนทับการ Configuration ทั้งหมดที่มีอยู่ แล้ว Click OK


7. จะปรากฏคำเตือนว่า “ค่า Config ต่างๆ จะถูก Restore ไปใน Version ก่อนหน้านี้และในระหว่างการ Restore Services ทั้งหมดจะหยุดทำงาน และจะเริ่มทำงานอีกครั้งหลังจากทำการ Restore Configuration ทั้งหมดเสร็จแล้ว” ให้ทำการ Click “Yes” เพื่อเริ่มการ Restore Configuration


8. รอจนกว่าการ Restore Configuration จะเสร็จสมบูรณ์



วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การ Backup และ Restore System Setting

การ Backup System Setting เป็นการ Backup Configuration ต่างๆที่เราได้ทำการ Config ไว้บนอุปกรณ์ QNAP NAS ซึ่งจะเป็นลักษณะของการ Export File Configuration ออกมาแล้วเก็บไว้บน Backup Drive หรือ แม้กระทั่งบน Computer ของเราเอง เพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีลบ User ออกจากระบบโดยไม่ตั้งใจ หรือ ป้องกันปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับ Network Configuration เป็นต้น ซึ่งการ Backup และการ Restore System Setting นี้ จะ ไม่มีผลกระทบ ต่อข้อมูลต่างๆที่ได้เก็บไว้บนอุปกรณ์ QNAP NAS

วิธีการ Backup System Setting มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ทำการ Login เข้าสู่ QNAP NAS ซึ่งจะต้องเป็น User ที่อยู่ใน Group ของ Administrator
2. Click เลือกที่ Control Panel


3. Click เลือกที่ Backup/Restore


4. Tab Menu ด้านบนขวา เลือก Backup/Restore Setting แล้ว Click ที่ปุ่ม Backup เพื่อทำการ Export Configuration File จาก QNAP NAS ออกมา ซึ่งจะประกอบไปด้วย User Account, Server Name, Network Setting และค่า Configuration อื่นๆ โดยจะ Default Download ลงมาที่เครื่อง Computer ของเรา




5. File ที่ Export ออกมานั้นจะมีชื่อว่า backupdata_[date].bin


6. นำ File ที่ Export ออกมาได้นั้น ไปเก็บไวยังพื้นที่ๆได้เตรียมไว้ ซึ่งควรจะทำการ Backup ทุกๆครั้งในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือ แก้ไข System Configuration ต่างๆ

วิธีการ Restore System Setting มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ทำการ Login เข้าสู่ QNAP NAS เลือกที่ Control Panel และ Tab Backup/Restore Setting
2. ในส่วนของ Restore System Setting Click Browse


3. เลือก File Configuration ที่เราได้ทำการ Backup ไว้แล้ว Click Open


4. Click ที่ปุ่ม Restore เพื่อเริ่มทำการ Restore Configuration ต่างๆ


5. Click “Yes” เพื่อทำการ Confirm การ Restore Configuration


6. รอจนกว่าการ Restore จะเสร็จสมบูรณ์


7. หลังจากทำการ Restore Configuration แล้ว ให้ Click “Yes” เพื่อทำการ Restart QNAP NAS เพื่อให้การ Restore System Configuration เสร็จสมบูรณ์

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รีวิว QNAP NAS รุ่น TS-453A

ในยุคปัจจุบันถือได้ว่าเป็นยุคที่ Internet of Things (IoT) มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มีอุปกรณ์ Smart Device เกิดขึ้นมามากมาย จนอาจเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว ซึ่งหลายๆคนอาจไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ



QNAP NAS Model TS-X53A ที่ Launch ออกมาต้นปี 2016 มี Function และ Feature ใหม่ๆที่น่าสนใจมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ Support ให้ผู้ใช้สามารถ Install, Develop และ Run Internet of Things (IoT) Application บนอุปกรณ์ QNAP NAS ของตนเองได้!!! ซึ่งสามารถนำ Mouse, Keyboard และมาเสียบที่ตัว QNAP NAS และต่อการแสดงผลออกทาง HDMI ได้ราวกับว่าคุณกำลังใช้งานบนเครื่อง PC อยู่ และรองรับการใช้งาน Remote Desktop ผ่าน Web browser แต่ทั้งนี้ต้องทำการติดตั้ง Linux Station จาก App Center ก่อน นอกจากนี้ QNAP NAS Model TS-X53A ยัง Bundle HD Audio Input/Output Port มาด้วย พร้อมกับ Remote Control เพื่ออำนวยความสะดวกับการใช้งานในลักษณะ Media Entertainment อีกด้วย

รุ่นที่ NasShops จะนำมาทำการแกะกล่องรีวิวในครั้งนี้จะเป็น QNAP NAS รุ่น TS-453A ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

Hardware Spec ของ QNAP NAS รุ่น TS-453A มีรายละเอียดดังนี้
   Hardware Specification
   CPU    14 nm Intel® Celeron® N3150 1.6GHz quad-core processor (burst up to 2.08GHz)
   System Memory (RAM)    4GB DDR3 RAM (Up to 8GB)
   Drive Bay(s)    4
   USB 3.0    4
   HDMI    2
   Audio Input    2 x 6.3mm microphone jacks
   Audio Output    Line Out Jack
   RJ-45 1GbE LAN Port    4
   Warranty    2 Years

จากรายละเอียดตาม Hardware Spec เบื้องต้น QNAP รุ่น TS-453A นั้นให้ CPU Quad-cord 1.6 GHz และให้ RAM มาถึง 4 GB และมี Port เชื่อมต่อมาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 3.0 จำนวน 4 Port, HDMI 2 Port ที่รองรับการแสดงผลในลักษณะ Duplicated และ Extended ได้, 1GbE Lan Port อีกจำนวน 4 Port และ HD Audio Input/Output Port ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้งานเป็น Home Media Entertainment จนถึงการใช้งานในองค์กรขนาดกลาง สำหรับการทำ Data Center, การ Share และ Backup File ต่างๆ และรองรับการ Setup RAID เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายอันเนื่องมาจาก Hard disk เสียหายได้ ซึ่ง Drive Bay(s) เป็นลักษณะ Hot- Swappable หมายความว่าหาก Hard disk ลูกใดลูกหนึ่งเสีย เราสามารถถอดออกมาเปลี่ยนตัวใหม่ โดยที่ไม่ต้องทำการ Shutdown ตัวเครื่อง เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Warranty ของตัวเครื่องอยู่ที่ 2 ปี

เริ่มต้นแกะกล่องรีวิว QNAP NAS รุ่น TS-453A กันนะครับ ซึ่งตัวกล่องจะเป็นกล่องสีน้ำตาลผลิตโดยกรรมวิธีแบบรักษ์โลกเป็นวัสดุรีไซเคิลพิมพ์ Logo QNAP และติดสติ๊กเกอร์รุ่น TS-453A สีทองเอาไว้ ซึ่งจะมีรูปผลิตภัณฑ์และ Hardware Specification


เมื่อทำการเปิดกล่องออกมาจะพบตัว QNAP NAS รุ่น TS-453A, สายไฟ AC และกล่องสีน้ำตาลอีกหนึ่งกล่อง บรรจุอยู่ภายใต้โฟมกันกระแทกอย่างดี


เมื่อนำอุปกรณ์ทั้งหมดออกมาจะพบอุปกรณ์ต่างๆ คือ ตัวเครื่อง, สายไฟ AC, Power Adaptor, Remote Control, สาย LAN, น๊อตสำหรับขันยึด Harddisk และ คู่มือการใช้งาน


ด้านหน้าของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย
      1. ไฟแสดงสถานะต่างๆ เช่น Network, USB และจอแสดงผล LCD
      2. ปุ่ม Power สำหรับ เปิด-ปิด เครื่อง
      3. ปุ่ม USB One Touch Coppy สำหรับทำการ Copy ข้อมูลระหว่าง USB เข้าไปเก็บภายใน QNAP NAS ซึ่งจำเป็นกำหนด Folder ปลายทาง ก่อนการใช้งาน ใน Menu Backup --> USB One Touch Coppy
      4. Port USB 3.0 สำหรับต่อใช้งานทั่วไปและ USB One Touch Coppy
      5. Drive Bay หรือ Harddisk Tray สำหรับติดตั้ง Harddisk เข้าไปในตัวเครื่อง ซึ่งสามารถถอดได้โดยการใช้นิ้วงัดตรงช่องด้านล่างเบาๆ แล้วดึงออกมา


ลักษณะของ Drive Bay หรือ Harddidk Tray ที่มีมาให้ใน QNAP NAS รุ่น TS-453A


ด้านหลังของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย
      1. รูเล็กๆด้านบนสุดสำหรับ Reset Config ต่างๆของเครื่อง
      2. ช่องสำหรับต่อ Microphone ขนาด 6.3mm จำนวน 2 ช่อง และช่อง Line Out
      3. Port HDMI จำนวน 2 Port
      4. Port USB 3.0 จำนวน 3 Port
      5. Port LAN จำนวน 4 Port
      6. Connector สำหรับเสียบ Power Adaptor
      7. พัดลมระบายความร้อน



ประสิทธิภาพในการ Read/Write ข้อมูลของ QNAP NAS รุ่น TS-453A นั้นจะสามารถอ่านข้อมูลได้ถึง 414 MB/s และเขียนข้อมูลได้ 436 MB/s ในกรณีที่เราทำการเปิดใช้งาน Encrypted file transfers หรือการเข้ารหัสและถอด รหัส File ก่อนการจัดเก็บด้วยเทคโนโลยี AES 256-bit Encryption จะสามารถ อ่านข้อมูลได้ 412 MB/s และเขียนข้อมูลได้ 382 MB/s เลยทีเดียว


Tested in QNAP Labs. Figures may vary by environment.

Test Environment:
NAS:
OS: QTS 4.2.0
Volume type: RAID 5; 4 x Seagate 1TB ST1000NM0033 HDDs: NAS and PCs are connected.

Client PCs:
Intel® Core™ i7-4770 3.40GHz CPU; DDR3L 1600Hz 16GB; WD 1TB WD10EZEX;
Intel Gigabit CT( MTU 1500 ) ; Windows® 7 Professional 64bit SP1 & Windows 8.1 Pro 64-bit IOMeter configuration: Multiple PCs via switch. Transferring 32GB file continuously to NAS for 3 minutes. Block size: 64KB for SMB2.0


สรุป QNAP NAS รุ่น TS-453A รุ่นนี้เหมาะสำหรับ

1. เหมาะสำหรับการใช้งานภายในบ้านที่เน้นในด้าน Home Media Entertainment ซึ่ง QNAP NAS รุ่น TS-453A มีช่องสำหรับเสียบ Microphone ไว้สำหรับร้อง Karaoke และมี Remote Control เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน
2. เหมาะสำหรับการใช้งานภายในองค์กรขนาดเล็ก (SMBs) จนถึงขนาดกลาง ที่เน้นในเรื่องของ Data Center, Share File และ Backup
3. เหมาะสำหรับผู้ที่รักการทดลอง/ค้นคว้า/พัฒนา Aplication เพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
4. เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ All-in-One Server อย่างแท้จริง

QNAP NAS รุ่น TS-453A นั้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครบถ้วนในทุกๆด้านจริงๆ แนะนำครับ !!!

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

รีวิว QNAP NAS รุ่น TS-451+


QNAP NAS รุ่น TS-451+ เป็น NAS ขนาด 4 Bays ที่เพิ่ง Launch ออกมาต้นปี 2016 นี้ โดยจะแตกต่างจากรุ่น TS-451 ตัวธรรมดา คือ มีการเปลี่ยน CPU จาก Dual-core เป็น Quad-core, เพิ่มขนาดของ RAM จาก 1 GB เป็น 2 GB และเปลี่ยนจากสีขาว เป็นสีดำ นอกจากนี้ TS-451+ ยังมาพร้อมกับ Remote Control เพื่ออำนวยความสะดวกกับการใช้งานในลักษณะ Media Entertainment อีกด้วย

Hardware Spec ของ QNAP NAS รุ่น TS-451+ มีรายละเอียดดังนี้
   Hardware Specification
   CPU    Quad-core Intel® Celeron® 2.0GHz (burst up to 2.42GHz)
   System Memory (RAM)    2GB DDR3 RAM (Up to 8GB)
   Drive Bay(s)    4
   USB 3.0    2
   USB 2.0    2
   HDMI    1
   RJ-45 1GbE LAN Port    2
   Warranty    2 Years

จากรายละเอียดตาม Hardware Spec เบื้องต้น QNAP รุ่น TS-451+ นั้นให้ Port การเชื่อมต่อมาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 2.0 และ 3.0 อย่างละ 2 Port, HDMI 1 Port และ 1GbE Lan Port อีกจำนวน 2 Port ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้งานเป็น Home Media Entertainment หรือการใช้งานในองค์กรขนาดเล็ก (SMBs) สำหรับการทำ Data Center, การ Share และ Backup File ต่างๆ และรองรับการ Setup RAID เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายอันเนื่องมาจาก Hard disk เสียหายได้ ซึ่ง Drive Bay(s) เป็นลักษณะ Hot- Swappable หมายความว่าหาก Hard disk ลูกใดลูกหนึ่งเสีย เราสามารถถอดออกมาเปลี่ยนตัวใหม่ โดยที่ไม่ต้องทำการ Shutdown ตัวเครื่อง เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Warranty ของตัวเครื่องอยู่ที่ 2 ปี

เริ่มต้นแกะกล่องรีวิว QNAP NAS รุ่น TS-451+ กันนะครับ ซึ่งตัวกล่องจะเป็นกล่องสีน้ำตาลผลิตโดยกรรมวิธีแบบรักษ์โลกเป็นวัสดุรีไซเคิลพิมพ์ Logo QNAP และติดสติ๊กเกอร์รุ่น TS-451+ สีแดงเอาไว้ ซึ่งจะมีรูปผลิตภัณฑ์และ Hardware Specification


เมื่อทำการเปิดกล่องออกมาจะพบตัว QNAP NAS รุ่น TS-451+, สายไฟ AC และกล่องสีน้ำตาลอีกหนึ่งกล่อง บรรจุอยู่ภายใต้โฟมกันกระแทกอย่างดี


เมื่อนำอุปกรณ์ทั้งหมดออกมาจะพบอุปกรณ์ต่างๆ คือ ตัวเครื่อง, สายไฟ AC, Power Adaptor, Remote Control, สาย LAN, น๊อตสำหรับขันยึด Harddisk และ คู่มือการใช้งาน


ด้านหน้าของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย
      1. ไฟแสดงสถานะต่างๆ เช่น Network, USB, การทำงานของ Harddisk แต่ละลูก
      2. ปุ่ม Power สำหรับ เปิด-ปิด เครื่อง
      3. ปุ่ม USB One Touch Coppy สำหรับทำการ Copy ข้อมูลระหว่าง USB กับ QNAP NAS ซึ่งจำเป็นต้องกำหนด Folder ต้นทาง/ปลายทาง ก่อนการใช้งาน ใน Menu Backup Station--> USB One Touch Coppy
      4. Port USB 3.0 สำหรับต่อใช้งานทั่วไปและ USB One Touch Coppy
      5. Drive Bay หรือ Harddisk Tray สำหรับติดตั้ง Harddisk เข้าไปในตัวเครื่อง ซึ่งสามารถถอดได้โดยการใช้นิ้วสอดตรงช่องด้านล่างแล้วดึงขึ้นเบาๆ แล้วดึงออกมา


ลักษณะของ Drive Bay หรือ Harddidk Tray ที่มีมาให้ใน QNAP NAS รุ่น TS-451+


ด้านหลังของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย
      1. รูเล็กๆด้านบนสุดสำหรับ Reset Config ต่างๆของเครื่อง
      2. Port HDMI
      3. Port LAN จำนวน 2 Port
      4. Port USB 2.0 จำนวน 2 Port
      5. Port USB 3.0
      6. Connector สำหรับเสียบ Power Adaptor
      7. รูสำหรับเสียบสาย Lock เครื่อง
      8. พัดลมระบายความร้อน



ประสิทธิภาพในการ Read/Write ข้อมูลของ QNAP NAS รุ่น TS-451+ นั้นจะสามารถอ่านข้อมูลได้ถึง 225 MB/s และเขียนข้อมูลได้ 224 MB/s ในกรณีที่เราทำการเปิดใช้งาน Encrypted file transfers หรือการเข้ารหัสและถอด รหัส File ก่อนการจัดเก็บด้วยเทคโนโลยี AES 256-bit Encryption จะสามารถ อ่านข้อมูลได้ 204 MB/s และเขียนข้อมูลได้ 158 MB/s เลยทีเดียว


Tested in QNAP Lab. Figures could vary by environment.

Test Environment:
NAS:
OS: QTS 4.2.0
Volume type: RAID 5;  4 x Seagate 1TB HDD (ST1000NM0033)
Network environment: direct connection between NAS and PC, 1GbE LAN (MTU 1500)

Client PCs:
Intel® Core™ i7-4790 3.60GHz CPU; DDR3-1600 16GB; Seagate 500GB ST500DM002; Intel Gigabit CT (MTU 1500);Windows® 7Professional 64bit SP1

สรุป

QNAP NAS รุ่น TS-451+ รุ่นนี้เหมาะสำหรับการใช้งานภายในบ้านที่ต้องการพื้นที่ในการเก็บข้อมูลจำนวนมากๆ เน้นในด้าน Multimedia ซึ่ง QNAP NAS รุ่น TS-451+ จะให้ Remote Control มาด้วยเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน และมีการ Setup RAID เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย อันเนื่องมากจากความเสียหายของ Harddisk หรือ เหมาะสำหรับการใช้งานภายในองค์กรขนาดเล็ก (SMBs) ที่เน้นในเรื่องของ Data Center, Share File และ Backup ซึ่ง QNAP NAS รุ่น TS-451+ นั้นสามารถตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

การติดตั้งและการใช้งาน Surveillance Station เบื้องต้น

ในบทความนี้จะเป็นการแนะนำวิธีการติดตั้งและการใช้งาน Surveillance Station เบื้องต้น, การตั้งค่าต่างๆ ซึ่ง การติดตั้งทุกขั้นตอนควร Login ด้วย account ที่เป็น Administrator

การติดตั้ง Surveillance Station

1.ไปที่ Package Center เลือก ที่ เมนูแทบซ้ายเลือกหมวด Security


2. เลือก Install  Surveillance Station

3.ไปที่หน้า Menu แล้วคลิกเปิด Surveillance Station



วิธีการ Add IP Camera ลงใน Surveillance Station

การเพิ่มกล้อง IP เข้าไปใน Surveillance Station มีวิธีการดังต่อไปนี้

1. เข้าไปที่ Surveillance Station เลือกคลิกที่ IP Camera


2. เลือก Tab ด้านบนซ้าย คลิก Add


3. จะไปที่หน้าต่าง setup เลือก Quick Setup แล้วคลิก Next


4. จะมาที่หน้าต่าง Information ให้เรากรอกข้อมูล


Name: ชื่อของกล้องที่เราต้องการเพิ่มลงไปใน Surveillance Station

IP address: IP address ของกล้อง (ถ้ารู้ว่ากล้อง IP ก็กรอกเข้าไปได้) ตัวอย่าง 192.168.0.99

หรือสามารถใช้คำสั่งค้นหา  เพื่อหา IP ของกล้องได้ (ต่อเชื่อมต้องกล้อง IP ในวง LAN เดียวกัน)
ซึ่งจะมีวิธีการค้นหาอยู่ 2 รูปแบบ คือ

1. แบบ Synology Supported Cameras

จากภาพค้นหากล้อง IP เจอที่หมวดรายชื่อกล้อง  Surveillance Station รองรับ

(ถ้าค้นหารูปแบบนี้ไม่พบแนะนำให้กดดูหมวด ONVIF ด้วย)


หลังจากค้นหาพบแล้วเลือกในรูปแบบนี้ (ระบบค้นหาจะกรอกข้อมูลทั้งหมดให้) แล้วเราก็ตั้งชื่อกล้องตามต้องการแล้วกด Finish


2.แบบ General Interface (ONVIF)

จากภาพ ค้นหากล้อง IP เจอจากรูปแบบ ONVIF

คลิกตามรูป จะปรากฏรายละเอียดดังนี้
  

จากภาพเห็นได้ว่าระบบจะกรอก Brand และ Camera model มาให้ซึ่งเราต้องต้องทำการกรอก Username และ Password
(กรอกตามคู่มือที่ได้มาจากล้องหรือตรวจสอบได้ที่เวปไซด์นี้  http://zeecure.com/free-cctv-and-security-tools/complete-list-of-every-ip-camera-default-username-password-and-ip-address/ )
กรอกเสร็จเรียบร้อย แล้วกด Finish

Port: 80 (ไม่ต้องแก้ไข)

Brand: ถ้าไม่มียี่ห้อในรายการก็สามารถเลือกได้ แต่ถ้าไม่มีในรายการเลือก ONVIF


Camera models: เลือกรุ่นกล้อง
Username: ใส่ account ของกล้อง (เป็นของส่วนกล้องค่า defult หรือ เราตั้งเอง ต้องกรอกให้ถูกต้องแนะนำดูในคู่มือของกล้องหรือ document file ของกล้อง)
Password: ใส่ Password ของกล้อง (เป็นของส่วนกล้องค่า defult หรือ เราตั้งเอง ต้องกรอกให้ถูกต้องแนะนำดูในคู่มือของกล้องหรือ document file ของกล้อง)

วิธีการเลือกการบันทึก Recording ของ Surveillance Station

1. หน้าเมนูเลือก Recording


2. แทบด้านเลือก Storage แล้วคลิก Add


3. ตั้งชื่อ folder ที่จะเก็บไฟล์ record ที่ Name: คลิก Save แล้วออกจาก recording


4. ไปที่ IP Camera


5. เข้าไปจะเจอกล้อง IP ที่เรา add ไว้ไปคลิกขวาที่ตัวกล้องจะเมนู Edit หรือ คลิกที่เมนูแถบบนเลือก Edit


6. เข้าแล้วเลือกตามแถบเมนูสีน้ำเงินด้านซ้าย และตรง Recording Storage คือการเลือก folder ที่จะจัดเก็บภาพที่บันทึก Checkbox 2 ช่องถัดลงมาเป็นการตั้งชื่อไฟล์ที่บันทึกตาม Folder กด Save